“กาวใจ” ไทย–เขมร อย่างที่พูดกันแหละครับ...สัมพันธ์ไทย-จีนนั้นอยู่บนพื้นฐานครอบครัวเดียวกัน อะไรมันดูง่ายไปหมด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี นำพ่อค้านักธุรกิจเดินทางไปเยือนจีนก็ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ“สี จิ้นผิง” ให้ความเป็นกันเองและแสดงออกเหนือกว่ากัมพูชานิดๆ แต่พื้นฐานโดยรวมแล้วจีนต้องรักษาไมตรีทั้งไทย-กัมพูชาไม่ต่างกับประเทศข้างกาย ไม่สามารถทิ้งประเทศใดประเทศหนึ่งได้เนื่องจากเป็นประตูหลังบ้านเพื่อไม่ให้ชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลได้ ซึ่งรู้กันดีว่าอเมริกาคือศัตรูตัวฉกาจที่พยายามจะเข้ามาในภูมิภาคนี้ผ่านทางประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะไทย-กัมพูชา เห็นได้จากการที่ไทยปะทะกับกัมพูชา“ทรัมป์” ได้ถือโอกาสเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเผอิญที่วันนี้สหรัฐฯมีศึกตะวันออกกลางจึงไม่ได้สานงานต่อเพียงแต่ทิ้งเยื่อใยเอาไว้ หากมีเวลาก็คงหวนกลับมาอีกดังนั้นจีนจึงต้องรักษาความสัมพันธ์กับไทยและกัมพูชาให้แนบแน่นเอาไว้ก่อนจึงอาสาที่จะเป็น “กาวใจ” เพื่อให้ทั้ง 2 ประเทศยุติความขัดแย้งก็เป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป แต่ไทยก็ต้องยึดหลักก็ให้มันแล้วกันเพราะเรายังเป็นต่อมากนอกจากนั้นไทยยังพยายามจะดึงนักลงทุนจากจีนให้มาลงทุนในไทยโดยเฉพาะจีนที่กำลังเป็นประเทศอันดับ 1ด้านปัญหาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่เหนือกว่าสหรัฐฯที่สำคัญก็คือไทยกำลังเริ่มต้นพัฒนาในเรื่องนี้ เพราะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นเทรนด์โลกในยุคสมัยนี้ทำได้ก็ดีเพราะไทยจะได้ 2 อย่าง1.เม็ดเงินลงทุน2.วิทยาการสมัยใหม่ที่จีนล้ำหน้ากว่าทั้ง “สี จิ้นผิง” ย้ำว่าจะผลักดันให้นักลงทุนจากจีนเข้ามาลงทุนในไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตที่มีคุณภาพไม่ใช่ธุรกิจประเภทสีเทา!ส่วนเรื่องท่องเที่ยวนั้นคนจีนก็มาอยู่แล้วเพียงแต่ไม่มากเหมือนก่อน เนื่องจากยังหวาดหวั่นกับพวกสแกมเมอร์ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจะต้องแก้ไขเองเพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าไปแล้วผู้นำไทยไปจีนทุกครั้งจะได้ของดีกลับมาทุกครั้งไปนั่นเพราะความเป็นครอบครัวเดียวกันและไทยเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยังไงก็ตัดไม่ได้ขายไม่ขาดยิ่งสถานการณ์โลกที่แบ่งค่ายกันค่อนข้างชัดเจน โดยมีปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ไทยจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาจุดยืนให้ดีไม่ว่าจีนหรือสหรัฐฯมิฉะนั้นเราจะลำบากได้!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม