ไม่เข้าใจแนวคิดในการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ และไม่เข้าใจว่าทำไม จะต้องมาประชุม ครม.กันทันทีทันใดในยามวิกาล ทั้งที่วันรุ่งขึ้นก็เป็นวันอังคารที่จะเป็นวันประชุม ครม.ปกติอยู่แล้ว และมติที่ประชุม ครม.นัดพิเศษที่ออกมาก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ นอกจากรับทราบว่าจะพิจารณาเรื่องของภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดค่าการกลั่นที่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่กล้าไปฟันธงว่าจะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันกี่บาท ลดค่าการกลั่นได้กี่บาท วันไหน เมื่อไหร่ จะทำให้การกำหนดราคาน้ำมันในประเทศเป็นไปในทิศทางใดที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือการตั้งที่ปรึกษานายกฯและโฆษกรัฐบาล ซึ่งไม่มีเหตุเร่งด่วนว่าทำไมจะต้องมาตั้งกันในยามวิกาลด้วย แถมความเห็นชอบร่างนโยบายรัฐบาล 5 เสาหลัก ด้านเศรษฐกิจ ด้านการ ต่างประเทศ ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและการบริหารภาครัฐ ปฏิรูปกฎหมาย ต่อยอดจากรัฐบาลชุดที่แล้ว แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคม ปรับรูปแบบบริหารภาครัฐ ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางวิกฤติพลังงานอย่างแสนสาหัสยังไม่เห็นแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลชุดนี้แม้แต่ข้อเดียวถ้ารัฐบาลจะแสดงความขยัน เพื่อหวังผลการสร้างภาพลักษณ์ กลบเกลื่อนความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ซึ่งก็ไม่อยากจะนำวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงมาเปรียบเทียบ แต่ปัญหาน้ำมัน ไม่ใช่ปัญหาระดับหมู่บ้านตำบล ไม่ใช่แค่ปัญหาระดับ ชาติแต่เป็นปัญหาระดับโลก เป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าไหม ประเทศไทยกำลังติดกับดักคนป่วยแห่งเอเชียจะป่วยหนักซ้ำซากขนาดไหนราคาน้ำมันจะถูกจะแพงก็เห็นภาพรถติดเป็นเรื่องปกติ ก็แสดงว่า คนไทยยังติดนิสัยที่ว่ารัฐบาลจะต้องลงมาช่วยอุ้มทุกเรื่อง ด้วยการชดเชยจนเคยตัว รัฐต้องประกาศว่าจะไม่อุ้มเพราะถ้าอุ้มต่อไป จะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม รัฐต้องแยกให้ออกว่า การชดเชยราคาน้ำมันกับการแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติน้ำมัน ควรและไม่ควรอย่างไร เช่น รู้ว่าน้ำมันมีใช้แค่ 60 วัน ปกติใช้น้ำมันวันละ 67 ล้านลิตร หากสงครามยืดเยื้อจะต้องลดปริมาณน้ำมันที่จะขนส่งไปสถานีน้ำมันและลดปริมาณการบริโภคลงให้เหลือวันละ 50 ล้านลิตร ไม่ใช่ปล่อยให้การบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 10 ล้านลิตร รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องนำกองทุนน้ำมันไปอุ้มราคาน้ำมันวันละ 1.4-1.8 พันล้าน รู้ทั้งรู้ว่า ถ้าลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันหายไปลิตรละ 1 บาทต่อลิตร ใน 1 เดือนรายได้รัฐจะลดไป 2 พันล้านงบประมาณจะขาดดุลเพิ่มมากขึ้นทำไมรัฐไม่ออกมาตรการเด็ดขาดปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด โดยไม่มีการบิดเบือนหรือแสวงหาผลประโยชน์ ให้คนที่บริโภคน้ำมันรับผิดชอบโดยตรง ไม่ใช่จะผลักภาระให้คนทั้งประเทศ ปิดเปิดสถานีบริการน้ำมันเป็นเวลา ให้ผู้บริโภคตระหนักว่า น้ำมันจะไม่พอบริโภคในอนาคต ต้องรู้จักประหยัดแล้วเอาเงินที่ไปชดเชยราคาน้ำมันไปเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชน ราคาค่าโดยสารสาธารณะถูกลง และมีระบบการบริการที่ทั่วถึง เอาไปชดเชยราคาสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันเพื่อลดรายจ่ายภาคครัวเรือนจะแก้ปัญหาถูกจุดกว่า วันละ 1.7 พันล้านเอาไปทำอะไรเพื่อชาวบ้านได้เยอะขนาดไหนและมีไอ้โม่งได้ประโยชน์ไปขนาดไหนขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลแค่ไหนด้วย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม