กกต.ไม่ทน ส่งตัวแทนแจ้งความกองปราบฯ เอาผิดภาคประชาชนที่ไปร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด หวังดิสเครดิตความโปร่งใสในการลงคะแนนใหม่ เขตคันนายาวเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ชี้ล่วงละเมิดกฎหมาย ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการนับคะแนน เลือกตั้ง ยันตรวจสอบได้แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย เตรียมขยายผลเช็กบิลคนโพสต์โซเชียลซ้ำ ขณะที่ “เครือข่ายนักวิชาการ” ตั้งโต๊ะตรวจสอบบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด “ปริญญา” จี้ กกต.เปิดจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและสอบปมบัตรเขย่ง ถามมั่นใจใช่หรือไม่ว่าเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม หลังใช้เวลาเพียง 17 วัน ก็ประกาศผลแล้ว ด้าน “สุดารัตน์” จ่อยื่นศาลอาญาทุจริตเอาผิด กกต. ที่บริเวณด้านหน้าศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 25 ก.พ. นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม หลังได้รับมอบอำนาจจาก กกต. ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล จากเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นายครรชิตเปิดเผยว่า กกต.ตรวจสอบพบพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ทำกันเป็นขบวนการ โดยมีการเข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพคิวอาร์โค้ด (QR Code) และพยายามถอดรหัสเพื่อพิสูจน์ผลการเลือกตั้ง ถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย มีเป้าหมายเพื่อสร้างความไม่เชื่อมั่น ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กกต. ทั้งที่ยืนยันว่าการทำงานของ กกต. มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้อยู่แล้ว สำหรับหลักฐานที่นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน ประกอบด้วยหลักฐานที่เจ้าหน้าที่บันทึกภาพไว้เอง และการรวบรวมข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เบื้องต้นจะดำเนินคดีกับภาคประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวประมาณ 4-5 คน และจะสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลมามอบให้พนักงานสอบสวนในภายหลังผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบความโปร่งใสของภาคประชาชนหรือไม่ นายครรชิตกล่าวว่า การตรวจสอบหรือการพิสูจน์หากอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด สามารถทำได้ แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ในวันนั้น ถือว่าอยู่นอกกรอบและล่วงละเมิดกฎหมาย คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความเห็นให้มาร้องทุกข์ในหลายข้อหา โดยข้อหาหลัก คือ การขัดขวางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงจะมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาควบคู่ไปด้วยนายครรชิตกล่าวด้วยว่า หากตรวจสอบพบว่ามีบุคคลอื่นมีการโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสื่อโซเชียลมีเดียจนสร้างความเสียหาย จะมีการดำเนินคดีทั้งหมด เบื้องต้นจะเน้นไปที่เหตุการณ์ในพื้นที่เขตคันนายาวก่อน แต่หากพบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นอีก พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องบทลงโทษว่าจะมีโทษจำคุกหรือถึงขั้นตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้นดำเนินคดี ต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของทางกฎหมายทั้งนี้ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องไว้ พร้อมสอบปากคำผู้ร้องก่อนเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไปวันเดียวกัน ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดประชุม องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน ตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง 69 ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเพื่อตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง การตรวจสอบ กกต. ข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปองค์กรอิสระ น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธาน ครป. และเลขาธิการ P-Net กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. กกต.มีเวลาที่จะชี้แจง ทำความเข้าใจตามข้อร้องเรียนต่างๆ แต่ กกต.ดูเหมือนละเลยไม่สนใจ ทั้งยังประกาศผลรับรองการเลือกตั้ง 396 เขต ท่ามกลางคำร้องมากมาย ทำให้เกิดคำถามว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตเรียบร้อยมากน้อยแค่ไหนด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชนและ ผอ.ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กกต. ยังไม่ตอบคำถามเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่ไม่อยู่ใน TOR การป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต.ที่ทำเครื่องหมายได้ แต่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ที่มีรันนิ่งนัมเบอร์ไม่ใช่เครื่องหมาย แต่เป็นการตรวจสอบว่าใครเลือกใครได้ แม้ต้นขั้วจะไม่มี รวมถึงปัญหาบัตรเขย่งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ตามรัฐธรรมนูญให้เวลา 60 วัน เพื่อให้ กกต.ตรวจสอบเต็มที่จนมั่นใจว่าสุจริตและเที่ยงธรรม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 17 วัน ถือเป็นเวลาที่สั้นมาก หากเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ที่ใช้เวลาถึง 37 วัน ทั้งที่ประชาชนยังมีข้อสงสัยบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด และบัตรเขย่งนายปริญญากล่าวอีกว่า ข้อที่เป็นเรื่องใหญ่มากคือ กกต.ยังไม่ประกาศว่า มีคนไปเลือกตั้งทั้งหมดในวันที่ 8 ก.พ.69 กี่คน ซึ่งผิดปกติ วันนี้มีการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. 396 เขต แต่เรายังไม่ทราบว่ามีคนเลือกตั้งกี่คน บัตรเหลือกี่ใบ กกต.ต้องทำให้หายสงสัยก่อนถึงค่อยประกาศรับรอง เมื่อประกาศผลไปแล้วการคัดค้านผลการเลือกตั้งว่าสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ จะอยู่ที่ศาลฎีกา คล้ายกับคดีฮั้ว สว. ประกาศรับรองไปแล้วให้อำนาจ กกต. ในการพิจารณาว่าจะส่งศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ คดีฮั้ว สว. ผ่านไป 1 ปี 7 เดือน กกต.ยังไม่ส่งให้ ศาลฎีกาแม้แต่รายเดียว จึงตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำแบบเดียวกันกับการเลือก สว.ใช่หรือไม่“กกต.ต้องเข้าใจว่าทุกคนในที่นี้ ไม่ได้มีความตั้งใจมารวมตัวกัน หากการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เอาประชาชนเป็นพวก ไม่ใช่ฟ้องประชาชนดังที่ทำ เราพร้อมเป็นพวกเพื่อรักษาการเลือกตั้งให้เที่ยงธรรมและสุจริต” นายปริญญากล่าวและยังเรียกร้อง สส.ชุดใหม่และ สว. แก้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.หลายมาตรา ทั้งเรื่องการประชาชนสามารถฟ้องตรงได้ หาก กกต.ไม่ดำเนินการและรายละเอียดในบัตรเลือกตั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะภาคประชาชนตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง กล่าวว่า ที่มาเรียกร้องวันนี้ ไม่ได้เกิดจากความไม่พอใจ กกต. แต่อยากเรียกร้องว่า กกต.ต้องทำหน้าที่อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม มีผลต่อความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยและมีผลต่อความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ กกต.ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิมีกี่คน บัตรเลือกตั้งที่อ้างว่าทำลายไปแล้วเหลืออยู่เท่าไหร่ จัดการบัตรเขย่งอย่างไร มีทั้งคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด กกต. ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชาชนมั่นใจได้ คนที่ลงคะแนนจะมีความปลอดภัยหรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่สมบูรณ์ โดยเป็นการจัดการแต่งตั้งไม่เที่ยงธรรมสุจริต เมื่อมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ประชาชนตรวจสอบอะไรได้ยาก แม้จะมีช่องทางยื่นศาลฎีกา ดังนั้นเหลืออีกหนึ่งช่องทาง คือ การร้องที่ศาลอาญาทุจริต เพื่อให้ตรวจสอบว่าการจัดการเลือกตั้งนั้นสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากตกใจกับการตัดสินใจของ กกต. ที่กล้ารับรองผลอย่างรวดเร็ว ทั้งที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่ปกติของการเลือกตั้งมากกว่า 5,000 กรณี มีกลุ่มผู้ร้องกว่า 30 กลุ่มยื่นเรื่องต่อศาล เพื่อขอให้ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประเด็นที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างมาก คือเรื่องความลับของบัตรเลือกตั้ง โดยเฉพาะการที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตร ทำให้ย้อนนึกถึงกระบวนการเลือก สว. ที่มีการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลักษณะเดียวกัน จึงเกิดข้อสงสัยว่า อาจเป็นกระบวนการที่เอื้อให้มีการควบคุมหรือแทรกแซงการเลือกตั้งหรือไม่น.ส.นันทนากล่าวอีกว่า ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ไม่มีการรณรงค์เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างเข้มข้น แต่กรณีที่มีคนรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิประชามติ กลับถูกสั่งลบคลิปวิดีโอที่มียอดผู้ชมจำนวนมาก ทำ ให้เกิดคำถามต่อแนวทางการสื่อสารของหน่วยงาน ทั้งยังมีข้อวิจารณ์เรื่องเอกสารประชาสัมพันธ์ที่ กกต.จัดส่งทางไปรษณีย์ ระบุว่าบัตรประชามติเป็นสีฟ้า แต่เมื่อถึงวันลงคะแนนจริงกลับใช้บัตรสีเหลือง ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน รวมถึงการประกาศผลคะแนนในรูปแบบไฟล์ PDF ที่มีทั้งพิมพ์และเขียนด้วยลายมือ จนมีการทักท้วงความถูกต้อง กรณีที่ กกต.ระบุว่า หากมีผู้พยายามสืบค้นข้อมูลจากบัตรเลือกตั้ง อาจถูกดำเนินคดี แทนที่ กกต.จะชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย กลับมีท่าทีจะใช้มาตรการทางกฎหมาย อาจถูกมองว่าเป็นการ “ปิดปาก” ผู้ตั้งคำถาม ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ชี้แจงทุกประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง ความลับของผู้ใช้สิทธิ กระบวนการจัดการข้อร้องเรียน และเหตุผลของการรับรองผลเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนคลายความสงสัยและเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งอีกครั้งอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่