ภาพการทุจริตคะแนนเลือกตั้งยังไม่ทันสะสาง ภาพการทุจริตระดับโลกก็ซ้ำเติมมาอีกดอก เมื่อ องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ประกาศการจัดอันดับ ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันปี 2568 (Corruption Perceptions Index 2025) ปรากฏว่า อันดับคอร์รัปชันไทยแย่ลงกว่าเดิม ได้ 33 คะแนน ลดลงจาก 34 คะแนนในปี 2567 เป็นคะแนนต่ำสุดในรอบ 19 ปี อันดับคอร์รัปชันก็แย่ลงไปอยู่อันดับ 116 จากอันดับที่ 115 ในปี 2567 จาก 182 ประเทศทั่วโลกที่เศร้าใจที่สุด ไทยมีการคอร์รัปชันสูงกว่าลาว อยู่อันดับ 8 ในอาเซียนรองจาก สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ติมอร์เลสเต เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว ชนะ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา ปีหน้าไทยอาจลงไปอยู่ระดับเดียวกับกัมพูชาเมียนมาก็ได้ ถ้ายังโกงกินกันมูมมามประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุด อันดับ 1 เดนมาร์ก 89 คะแนน (คะแนนยิ่งสูงคอร์รัปชันยิ่งน้อยคะแนนยิ่งต่ำคอร์รัปชันยิ่งมาก) อันดับ 2 ฟินแลนด์ 88 คะแนน อันดับ 3 สิงคโปร์ 84 คะแนน อันดับ 4นิวซีแลนด์ และนอร์เวย์ 81 คะแนน เท่ากัน อันดับ 6 สวีเดนและสวิส 80 คะแนนเท่ากัน และประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก สหรัฐฯ 64 คะแนน อันดับที่ 29 แย่ลงหลังจากที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า อันดับที่ลดลงเลวร้ายมาก 33 คะแนนเป็นคะแนนต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี อันดับที่ 116 ก็เป็นอันดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดอันดับมา ใน 2 ปีเศษ 3 รัฐบาลที่ผ่านมา (นายกฯเพื่อไทย 2 คน ภูมิใจไทย 1 คน) ไม่มีนโยบายหรือมาตรการปราบคอร์รัปชันเลย จึงฉุดไทยลงมาองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีการ คอร์รัปชันรุนแรงมาก ประเทศที่ได้คะแนนความโปร่งใสสูงกว่า 80 คะแนน ลดลงจาก 12 ประเทศเหลือเพียง 7 ประเทศ สะท้อนถึงแนวโน้มการถดถอยของธรรมาภิบาลระดับโลกอย่างชัดเจน ปัจจัยสำคัญมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันของมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางทหาร วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และประสิทธิภาพภาครัฐในหลายประเทศรายงานระบุว่า ประเทศที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็ง จะได้คะแนนดีกว่า เพราะมีกลไกถ่วงดุลอำนาจที่มีประสิทธิภาพ มีการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนและภาคประชาชน ขณะที่ ประเทศเผด็จการ และ อัตตาธิปไตย ส่วนใหญ่จะมีผลงานย่ำแย่นักการเมืองและข้าราชการระดับบิ๊กของไทย มีความเก่งในด้านการทุจริตจนนำประเทศไทยติดอันดับโลกในด้านลบ แต่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของชาติ กลับสู้เขาไม่ได้ ศ.อาร์ทูโร บริส ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิส ไปบรรยายในงานของ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปี 2025 อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงไป 1 อันดับจากปี 2024 ไปอยู่อันดับที่ 38 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ สาเหตุที่ทำให้ศักยภาพของไทยลดลงก็คือ “ความเร็วในการปรับตัว” ซึ่งยังตามหลังประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น ด้านความรู้ ด้านเทคโนโลยี และด้านความพร้อมสู่อนาคตด้านความรู้ (Knowledge) ไทยอยู่อันดับ 37 (ดีขึ้น 3 อันดับ) เป็นด้านเดียวที่ไทยดีขึ้น สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ มีการลงทุนในหลักสูตรการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้น แต่ จุดอ่อนสำคัญ คือ ขาดแคลนบุคลากรสายวิทย์และเทคนิค โดยอยู่อันดับ 57ด้านเทคโนโลยี ไทยอยู่อันดับ 29 (ลดลง 6 อันดับ) ถือเป็น “ปัจจัยฉุดหลัก” ของปีนี้ ด้านความพร้อมสู่อนาคต (Future Readi ness) ไทยอยู่อันดับ 45 (ลดลง 4 อันดับ) ประเด็นที่วิกฤติคือ ภัยไซเบอร์ภาครัฐ ไทยอยู่อันดับ 55 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อยู่อันดับ 58 โปรเฟสเซอร์บริส ระบุว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่ “การถอยหลัง” แต่คือ “การโตช้ากว่าคู่แข่ง” ผมจึงขอเสนอถึงรัฐบาลใหม่ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกฯใหม่ การแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ จึงสำคัญอย่างยิ่ง ถ้ายังตั้งนักการเมืองตามโควตาอีก ประเทศไทยตกแผนที่โลกแน่นอน. “ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม