บางทีการคลุกคลีอยู่ในแวดวงการเมืองนานเข้า ก็จะเข้าใจ วิถีการเมือง อย่างทะลุปรุโปร่ง ทุกอย่างที่เห็นและเป็นไปทางการเมือง เกิดจากเหตุและผล ที่ ทฤษฎีการเมือง ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ใครที่เคยเรียนทฤษฎีทางการเมืองมาแบบเพียวๆ จะเข้าใจว่า ถ้าเป็นยุคของเศรษฐกิจตกต่ำ โครงสร้างประเทศอ่อนแอ จะต้องใช้ระบบการปกครองที่เรียกว่า เทคโนแครซี (Technocracy) ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ ความชำนาญ หรือทักษะพิเศษ นักวิทยาศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ แทนนักการเมืองซึ่งถ้าจะแปลให้ตรงตัวก็น่าจะหมายถึง นายกฯ รมต. คนนอก ที่เข้ามาดูแลการบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงต่างๆ หรือ นักกฎหมายมืออาชีพที่เข้ามาดูแลด้านกฎหมายระเบียบการปฏิบัติของรัฐ ซึ่งก็จะอยู่ภายใต้ นโยบายของรัฐ และ ผู้นำรัฐ ดังนั้น แม้จะเชี่ยวชาญ หรือมีความสามารถพิเศษแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ จึงมองกันว่า ถ้าจะให้ประเทศพัฒนา ต้องเลือกนักบริหาร เข้ามาเป็นผู้นำประเทศแต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า พรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงข้างมากได้ก่อนจะมีสิทธิตั้งรัฐบาลก่อน พรรคการเมืองไหนได้เสียงข้างมากหรือเกิน 250 เสียงจึงได้เปรียบ การทำอย่างไรก็ได้ ที่ทำให้ได้ สส. หรือเสียงสนับสนุนในสภาได้เกินครึ่ง โดยไม่เลือกวิธีการ จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของพรรคการเมือง เพราะจะมีผลตอบแทนมหาศาล ได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกฯ ได้เป็นรัฐมนตรีกุมอำนาจในการปกครองประเทศไปได้ถึง 4 ปี สุดท้ายก็ได้นักการเมือง กุมอำนาจการใช้จ่ายงบประมาณบริหารประเทศได้ปีละ 3-4 ล้านล้าน วันยังค่ำจะเป็นงูเห่า หรือจะย้ายพรรค เป็นเรื่องปกติของการเมืองการปกครองไทย คำว่าอุดมการณ์ทางการเมือง จึงเป็นแค่อุดมการณ์ที่อยู่ในลิ้นชักตลอดไป การใช้เงิน หรือ กระสุน เป็นปัจจัยสำคัญในการได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนของพรรคการเมือง หรือที่เรียกว่าระบบ มันนี่ โพลิติก (Money Politics) หรือ ธนกิจการเมือง การที่ กกต. จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมยิ่งยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร เงินเท่านั้นที่จะครองอำนาจได้กระแสเป็นเรื่องรอง การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีแคนดิเดตนายกฯได้พรรคละ 3 คน กำหนดให้มีการแถลงนโยบายวิสัยทัศน์ ของพรรคการเมืองในเวทีสาธารณะ ก็ไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเองและหลอกลวงประชาชนตามทฤษฎีการเมือง ในยุคที่ประชาธิปไตยเฟื่องฟู ให้เอานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้นำ เพราะเข้าใจระบอบประชาธิปไตยมากกว่านักบริหาร แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเผด็จการรัฐสภาไปฉิบรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็รับได้ การเมืองการปกครองไทยจะมีอะไรไปมากกว่านี้อีก ถ้าไปทึกทักว่าภูมิใจไทยเตรียมระดม สส.จากพรรคอื่นมาอยู่กับภูมิใจไทยเพื่อให้ได้เสียงเกินครึ่งจะได้อยู่ไปนานๆ พูดได้แต่ทำยาก หรือฝ่ายค้านจะขู่คว่ำรัฐบาลในสภา ตามกฎหมายแล้วถ้ายื่นอภิปรายรัฐบาล นายกฯก็ไม่มีอำนาจยุบสภาอีก ถึงทางตันของแทร่.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม