คดีคนสนิทกำนันนก “ยิงตำรวจน้ำดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียชีวิต” อย่างอุกอาจต่อหน้าตำรวจหลายนายที่นั่งร่วมโต๊ะงานเลี้ยงนั้น ยังคงมีเรื่องใหญ่ให้ติดตามต่อกรณีถูกเชื่อมโยงถึงข้อสงสัยของส่วยทางหลวง และกลุ่มผู้มีอิทธิพล อันนำมาสู่เหตุการณ์ฉาวโฉ่ในวงการสีกากีครั้งนี้ทำให้มีการออกหมายจับ 6 ตำรวจ “ทำลายหลักฐานที่เกิดเหตุ และพาคนร้ายหลบหนี” ทั้งยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่า “ตำรวจที่อยู่ในงานเลี้ยงคนใด” มีพฤติการณ์เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีเอี่ยวการเรียกรับส่วย รับผลประโยชน์ และเอื้อต่อผู้มีอิทธิพลในการกระทำผิดกฎหมายอื่นหรือไม่ด้วยเรื่องนี้กำลังสะท้อนให้เห็น “ส่วยยังเป็นปัญหาในวงการสีกากี” แม้มีการปฏิรูปตำรวจไปแล้วดูเหมือนไม่บรรลุมรรคผลเชิงบวกชัดเจน จึงนำมาสู่เวทีราชดำเนินเสวนาหัวข้อ “ปฏิรูปตำรวจกู้วิกฤติศรัทธาหรือดิ่งเหว?” จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ศ.พิเศษวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. บอกว่าสำหรับอาชีพตำรวจมักต้องใกล้ชิดประชาชน เพื่อให้มีความอุ่นใจในการพิทักษ์ความปลอดภัย และความสันติสุขในแต่ละพื้นที่ของประเทศเพียงแต่ว่า “องค์กรตำรวจขนาดใหญ่เกินไป” แล้วการบริหารเป็นแบบ “ศูนย์รวมที่ส่วนกลาง” มีผู้บังคับบัญชาตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ควบคุมดูแลตำรวจทั่วประเทศ 2-3 แสนคนไหวหรือไม่ ไม่เท่านั้นยังเป็น “องค์กรแห่งอำนาจ” ด้วยกฎหมายให้อำนาจจับกุมตัวบุคคลให้สิ้นอิสรภาพ หรือทำให้หลุดรอดจากการลงโทษด้วยดุลพินิจชี้เป็นชี้ตายได้ “แถมมีระบบอุปถัมภ์ในองค์กรสืบทอดมาแต่อดีตจนปัจจุบัน” ทำให้มีการซื้อขายตำแหน่ง รับส่วย หรือถูกครอบงำโดยกระบวนการภายนอกที่มีเป็นผลประโยชน์มหาศาลหนำซ้ำไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องเงินอย่างเดียวเท่านั้น “แต่ยังมีการค้ำชูตามระบบอุปถัมภ์พึ่งพาอาศัยกันด้วย” อย่างสมัยเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ครั้งแรกก็เจอคดีส่วยยาเสพติดที่มีสมุดรายชื่อการส่งส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลักฐานปรากฏว่า “สมุดหายไม่อาจพิสูจน์ว่าใครรับส่วยได้” แต่สืบสวนต่อก็จับได้ตัวจิ๊บจ๊อยสาวไม่ถึงตัวใหญ่ถ้าย้อนดูกรณี “คดีกำนันนกเมืองนครปฐม” สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนระบบบริหารระดับท้องถิ่นที่ให้อำนาจผู้ผ่านการเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันไม่กี่คน “ใช้ตำแหน่งสิทธิพิเศษไปฮั้วประมูลต่างๆหรือไม่” เพราะอำนาจการจัดซื้อจัดจ้างรวมศูนย์อยู่ที่ อบต. อบจ.ทำให้คดีเกี่ยวกับฮั้วประมูลงานตรวจสอบจุดใดก็เจอได้ทั้งสิ้น ดังนั้นเรื่องนี้คงไม่ใช่มีแค่ “กำนันนกที่รวยมหาศาล” โดยเฉพาะคนนั่งอยู่เงียบๆ ไม่สร้างเรื่องยิงตำรวจให้ถูกตรวจสอบยังกระซิบบอกกันว่า “ใครสายใคร” เพื่อให้มีส่วนช่วยดำเนินการฮั้วจัดซื้อจัดจ้างที่เรียกว่า “รัฐซ้อนรัฐ” เป็นระบบรัฐตามกฎหมาย และระบบรัฐใต้ดิน ทำงานควบคู่กัน สร้างเครือข่ายขยายไปกระทรวง ทบวง กรมดังนั้นกรณี “กำนันนกเป็นเพียงตัวอย่างที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น” เพราะที่ผ่านมาระบบรัฐซ้อนรัฐยังเกิดขึ้นประจำอย่างเช่น คดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลังขับรถหรูชนตำรวจเสียชีวิต คดี ผกก.คลุมหัวผู้ต้องหารีดเอาเงิน และมาถึงคดียิงตำรวจทางหลวงเสียชีวิตกลางวงโต๊ะอาหารต่อหน้าเพื่อนตำรวจหลายสิบคนนี้ถ้าเป็นแบบนี้ “อนาคตจะเกิดให้เห็นตัวอย่างเพิ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ” เพราะข้าราชการบางคนอยู่ภายใต้อำนาจองค์กรใต้ดินที่ไม่รู้เลยว่าใครถูกซื้อไปบ้าง แล้วก็ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยอย่างสหรัฐอเมริกาก็มีกรณีอัลคาโปนมาเฟียสวมบทบาทพ่อพระบริจาคเงินก้อนให้การกุศล ถูกจับสังหารมาเฟียคู่อริแต่ก็รอดเพราะอำนาจของเงินจนมาถูกจับด้วยเรื่อง “หลีกเลี่ยงภาษีจากธุรกิจมืด” แต่สำหรับไทยมีอำนาจรัฐซ้อนรัฐอยู่มากถ้าไม่กำจัดออกไปในที่สุดแล้ว “มักจะเกิดกลียุค” เพราะหากอ่านกรณีเขียนไว้ในก็อดฟาเธอร์อันเป็นกระบวนการฟอกเงิน รวมถึงเป็นการฟอกคน ด้วยเมื่อได้เงินใต้ดินมาแล้วมักส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ และผลักดันเข้าไปในองค์กรต่างๆ สุดท้ายการสิ้นสุดระบบมาเฟียคือ “นั่งในหน่วยงานรัฐ หรือเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศเอง” เพราะผู้มีอิทธิพลในวงการกำนัน ผู้หมู่บ้านบางคนจบปริญญาโท-ปริญญาเอก ทำให้สามารถเข้าถึงอำนาจรัฐได้ง่ายสำหรับ “การปฏิรูปตำรวจแก้ตรงจุดไหน..?” อันดับแรกลดขนาดองค์กรให้เล็กลง “ไม่รวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง” เพราะบริหารได้ไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เห็นกันอยู่นี้ ดังนั้นการปฏิรูปมีประสิทธิภาพอย่างน้อยควรได้เหมือน “ตำรวจเนเธอร์แลนด์” ที่แยกระหว่างตำรวจนครบาลออกจากตำรวจภูธรด้วยปัญหาอาชญากรรมเมืองหลวงซับซ้อนต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดการ แต่ถ้าเทียบกับ “กทม.” ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพพอต่อการป้องกัน อย่างกรณีคดีเกี่ยวกับไอทีมักมีข่าวลือว่าตำรวจไซเบอร์บางคนถูกดึงไปอยู่ในวงจรที่ไม่เหมาะสมด้วยซ้ำ ดังนั้น หน่วยงานใดต้องใช้ผู้มีความชำนาญเฉพาะด้านควรต้องแยกบริหารในส่วน “ตำรวจภูธร” ต้องแยกให้อำนาจบริหารได้แบบ “ตำรวจญี่ปุ่น” กองบังคับการจังหวัดมีอำนาจโยกย้ายตำรวจได้ “ไม่มีส่วนกลางมาจัดโผ” ทั้งยังเสริมด้วยตำรวจชุมชน (โคบัง) ทำหน้าที่ช่วยเหลือความปลอดภัย“เหตุนี้ทำให้ตำรวจโคบังญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับชุมชน เพราะมีการบริหารงานแบบใช้ความสัมพันธ์ร่วมกับประชาชน ดังนั้น ตำรวจไทยควรเป็นตำรวจของประชาชนที่ไม่ใช่ตำรวจของนายคอยวิ่งเต้น จนต้องตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูของใครคนหนึ่ง ด้วยการสลายองค์กรแห่งอำนาจมาร่วมมือกับชุมชน” ศ.พิเศษวิชาว่า เรื่องสำคัญถัดมา “การฝึกอบรม” ตำรวจไทยมักฝึกอบรมเพื่อเป็นการสถาปนาอำนาจนำไปสู่การสร้างคอนเนกชันเต็มไปหมด “รูปแบบนี้มักถูกครอบงำจากวัฒนธรรมขององค์กรตำรวจด้วยกันเอง” ดังนั้นควรต้องอบรมการบริหารจัดการงานด้านชุมชนให้สามารถทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นมีประสิทธิภาพสูงสุดเน้นหลักป้องกันอาชญากรรมเป็นเรื่องหลักมากกว่าการปราบปราม “เพื่อการดูแลไม่ให้มีอันตรายต่อประชาชน” แต่ไม่ได้แปลว่า “ตำรวจต้องอยู่ภายใต้ อบต. อบจ. หรือเทศบาลเหมือนตำรวจในต่างประเทศ” เพราะด้วยองค์กรส่วนท้องถิ่นหลายแห่งก็มีปัญหาเยอะเช่นกัน จึงไม่อาจให้ตำรวจขึ้นตรงเป็นตำรวจเทศบาลได้อย่างสมัยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. มีตำรวจชั้นประทวนร้องเรียนถูกนายก อบจ. นำลูกน้องบุกโรงพักทำร้ายร่างกายโดยเตะจนสลบต่อหน้า ผกก.สถานีตำรวจ หลังเกิดเหตุกลับไม่จับกุมผู้ก่อเหตุถือเป็นความผิดซึ่งหน้า และแถมออกหน้าไปขอโทษนายก อบจ.อีกทำให้ ป.ป.ช.ชี้มูล ผกก.สถานีตำรวจนั้นละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ป.อ.ม.157สะท้อนให้เห็น “ตำรวจอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์” จนไม่สนใจลูกน้องถูกทำร้ายลักษณะคล้ายคดีคนสนิทกำนันนกยิงตำรวจทางหลวงต่อหน้าตำรวจระดับ ผกก. หรือสารวัตร กลับไม่ช่วยเหลือเพื่อนตำรวจด้วยกัน ฉะนั้นกระบวนการจัดการ “เรื่องโรงพัก” อย่างน้อยถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจฉบับปฏิรูปใหม่แล้วต้องทำเร่งด่วนคือ “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.)” หากตำรวจเดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรมต่างๆ “ต้องมีกลไกช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา” สิ่งนี้เป็นส่วนดี พ.ร.บ.ฉบับนี้นอกจากนี้ยังมี “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.)” กรณีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องผิดพลาดของตำรวจ “ประชาชน” สามารถขอความเป็นธรรมได้ ทั้งสามารถมีส่วนร่วมจับตาการทำงานของตำรวจให้อยู่ในกรอบกฎหมาย และความเหมาะสมเสมือนเป็นตาวิเศษ พบเห็นความผิดปกติใดก็ให้แจ้งไปที่ ก.ร.ตร.ย้ำว่าคณะกรรมการ 2 ชุดนี้ “ยังไม่ได้สถาปนาให้ชัดเจน” เพียงแต่มีการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเท่านั้น “ตรงนี้ต้องทำให้จริงจังสักที” มิเช่นนั้นจะกลายเป็นเนื้อถูกเขียนไว้เฉพาะในหนังสือไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์จริง แล้วถ้าหากรัฐบาลใหม่จริงใจก็ช่วยนำ พ.ร.บ.สอบสวนคดีอาญาขึ้นมาได้หรือไม่เพราะถูกดองเค็มมานานจาก “ตำรวจไม่เห็นชอบ” ด้วยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เขียนเนื้อหาให้อัยการมีส่วนร่วมในการสอบสวนตั้งแต่ต้นในคดีมีโทษ 10 ปีขึ้นไป อันเป็นส่วนหนึ่ง “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญปี 2560” จึงอยากให้นำ พ.ร.บ.สอบสวนคดีอาญามาปัดฝุ่นใหม่ที่มีการยกร่างไว้เรียบร้อยแล้วสุดท้ายนี้ “คดีคนสนิทกำนันนกยิงตำรวจเสียชีวิต” มีปฐมเหตุจากปัญหาส่วยจนต้องสูญเสียนายตำรวจน้ำดีไปนั้น การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคงต้องปฏิรูปองค์กรตำรวจที่เป็นปัญหาทั้งระบบ...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม