ม็อบขับไล่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับมาชุมนุมกันอีกครั้ง เมื่อวันที่ 11 และ 12 มิถุนายน วันแรกเริ่มชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน มุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสามเหลี่ยมดินแดง เส้นทางผ่านไปสู่บ้านพักของนายกรัฐมนตรี มีการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับตำรวจน่าห่วงว่า สถานการณ์อาจบานปลาย กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงเหมือนปีที่แล้ว แม้แต่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งบัดนี้มีสถานะเป็น “ฝ่ายปกครอง” ที่มาจากการเลือกตั้ง ยังแสดงความเป็นห่วงผ่านทาง เฟซบุ๊กจากสหรัฐอเมริกา ขอให้รองผู้ว่าฯดูแลเรื่องความสะดวก ความปลอดภัยและขอให้ชุมนุมโดยสงบผู้ว่าฯ กทม.ขอให้เจ้าหน้าที่อย่าใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม เหตุที่ต้องขอร้องเนื่องจากที่ผ่านๆมา มักจะเกิดเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง เมื่อมีการชุมนุมเรียกร้อง เพราะทันทีที่เริ่มการชุมนุม เจ้าหน้าที่มักจะสลายการชุมนุม จึงเกิดความขัดแย้งเจ้าหน้าที่ชอบอ้างกฎหมายหลายฉบับ รวมทั้งกฎหมายการชุมนุมและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคราวนี้ก็ดูเหมือนจะอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก ทั้งๆที่เป็นกฎหมายที่ประกาศใช้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด แต่กลับนำมาปิดปากประชาชน ทั้งๆที่รัฐบาลกำลังผ่อนคลายทุกด้าน และกำลังนำประเทศออกจากภาวะโรคระบาดร้ายแรง เป็นโรคประจำถิ่น แต่สิ่งแรกที่รัฐบาลทำ คือขยายเวลาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 3 เดือนจึงไม่น่าแปลกใจ ผลการจัดอันดับเสรีภาพ ซึ่งเป็นมาตรวัดประชาธิปไตย ที่จัดโดยองค์กรที่เรียกว่าฟรีเฮ้าส์ หรือ “บ้านเสรีภาพ” ระบุว่า ปีนี้เสรีภาพในไทยตกต่ำ ทั้งเสรีภาพทางการเมือง และเสรีภาพพลเมือง ต่างจากปี 2563 ที่ไทยได้ 32 คะแนนจากเต็มร้อย เพราะเพิ่งจะมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แต่ยังสอบตกรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วม ต่างรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ แต่เนื่องจากในขณะนี้ ประเทศปกครองโดยรัฐบาล ที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหาร จึงมักเลี่ยงบาลี งัดกฎหมายฉุกเฉินมาใช้ เพื่อควบคุมการชุมนุม ทั้งๆที่เป็นกฎหมายพิเศษเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายจึงไม่น่าแปลกใจที่มีฝูงชนลุกขึ้นมาต่อต้าน โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งยึดอำนาจมาครบ 8 ปี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม และเป็นนายกรัฐมนตรีจะครบ 8 ปี ในวันที่ 23 สิงหาคม แต่ยังแสดงความมุ่งมั่นที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด “ห้ามเป็นนายกฯเกิน 8 ปี” ผู้ฝ่าฝืนคือผู้ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม.