พลิกประวัติศาสตร์ “การเกิดปรากฏการณ์ลานีญาหรือสภาวะน้ำมาก” ที่ติดต่อกันเข้าสู่ปีที่ 3 อันมีลักษณะกำลังแรงไม่ตกแนวโน้มยาวถึงปลายปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนมาเร็วกว่าฤดูสะสมแต่ต้นปี คาดการณ์กันว่า “กลางเดือน ส.ค.-ต.ค.2565” ปริมาณฝนมีแนวโน้มมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ตอกย้ำด้วย “พายุ” อาจจะเคลื่อนเข้าในไทยอย่างน้อย 2 ลูก ทำให้สถานการณ์นี้ใกล้เคียงปี 2554 กลายเป็นความกังวลของการเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยได้หรือไม่รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต วิเคราะห์ว่า ปีนี้เป็นปีที่ไม่ปกติจาก “ลานีญาเข้าสู่ปีที่ 3” ตามสถิติการเกิดติดต่อกันแบบนี้เป็นไปได้น้อยมาก แล้วคาดว่า “น่าจะยาวถึงปลายปี 2565” กลายเป็นปัจจัยทำให้ฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยมาตั้งแต่ต้นปีก่อนเข้าสู่ฤดูฝนด้วยซ้ำโชคดีลานีญาไต่ระดับอยู่ที่ “ลบ 0.5 เป็นอัตราไม่แรงมากนัก” ถ้าเทียบกับปี 2554 คราวนั้นลานีญามีระดับความรุนแรงอยู่ที่ “ลบ 2 ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้น” แต่ว่าประเทศไทยก็ยังมีความเสี่ยงน้ำมากเช่นเดิมเพราะด้วย “มหาสมุทรอินเดีย” มีอุณหภูมิจะสูงขึ้นบริเวณด้านทะเลฝั่งทวีปเอเชีย หรือทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สิ่งนี้มีผลกระทบต่อ “ภาคใต้มีความชื้นสูง” โอกาสเกิดฝนมากแล้วน้ำท่วมในช่วงปลายปีนี้ได้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ฉะนั้น ปัจจัยที่กล่าวมานี้มีผลต่อการเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้ 30% โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ ส.ค.-ต.ค.ต้องระวังเป็นพิเศษ อันเป็นช่วงวงรอบของปริมาณฝนเยอะขึ้น และอีก 70% สถานการณ์น้ำท่วมอาจไม่รุนแรงมากก็ได้ทว่าตัวชี้วัดสำคัญต้องจับตา “เดือน มิ.ย.” ถ้ามีพายุลูกแรกเคลื่อนเข้าในไทยจะเป็นสัญญาณความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมใหญ่แน่ๆ เพราะถ้าย้อนเทียบกับ “เหตุการณ์ในปี 2554” ในช่วงเวลานี้ก็มีพายุไหหม่าเข้ามาบ้านเราเช่นกัน อันเป็นผลให้ฝนตกหนักตลอดทั้งวันทั้งคืนติดต่อกัน 2 วัน จนเกิดน้ำท่วมใหญ่ตามมานั้นแม้ในเดือน มิ.ย.มีการคาดการณ์ว่า “ฝนจะทิ้งช่วง” แต่ก็เป็นการทิ้งช่วงไม่รุนแรง “ปริมาณน้ำฝนลดน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5%” นี่อาจเป็นอีกสัญญาณของพายุลูกแรกเคลื่อนเข้าในไทยช่วงเดือน มิ.ย.หรือไม่ ฉะนั้น ถ้าจะให้พยากรณ์การเกิดพายุเดือน มิ.ย.นี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30% และอีก 70% อาจเจอภัยแล้งฝนทิ้งช่วงก็ได้มีข้อสังเกตอีกว่า “ช่วง 2–3 ปีมานี้ ประเทศไทยได้รับอิทธิพลลานีญา” ทำให้มีฝนตกสะสมหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉาะพื้นที่ “ภาคใต้” อันมีตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตร แล้วก็เกิดฝนตกหนักจนต้องเผชิญน้ำท่วมหลายพื้นที่ แต่ในทางกลับกัน “พื้นที่ภาคเหนือ” มีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ผลกระทบสภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวน” ทำให้หลายพื้นที่เกิดสภาพแห้งแล้ง แล้วยิ่งกว่านั้น “ฝนในภาคเหนือกลับไม่ลงเขื่อน เท่าที่ควรจะเป็น” สาเหตุเพราะกายภาพพื้นที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะป่าไม้บริเวณใกล้เขื่อนถูกทำลาย จนไม่มีความชื้นเป็นตัวช่วยก่อเกิดฝนขึ้นได้ถ้าพูดถึงสถานการณ์ระยะยาวแล้ว “น้ำฝนภาคเหนือ” ตามแบบจำลองปริมาณฝนเฉลี่ย 30 ปี บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มฝนดีขึ้นเรื่อยๆ “เกิดจากปัจจัยสภาพอากาศแปรปรวน” ลักษณะนี้กลับตรงกันข้ามกับ “ภาคกลาง” แม้ในช่วงนี้มีฝนมากก็จริง แต่หากเป็นสถานการณ์ระยะยาวแล้วปริมาณฝนมีแนวโน้มลดน้อยลงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประเด็นคือ “การทำโครงการขนาดใหญ่” ควรต้องหันมาพิจารณาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ร่วมด้วย อย่างเช่น “การผันน้ำยวมผ่านอุโมงค์ส่งน้ำลงเขื่อนภูมิพล” ถ้าดูในอนาคตแนวโน้มฝนในภาคเหนือมีโอกาสเพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรคิดให้รอบคอบเพราะเป็นโครงการลงทุนมหาศาลอีกประการ “โครงการผันน้ำยวมเข้าเขื่อนภูมิพลมีจุดประสงค์แก้ปัญหาภัยแล้ง” ที่อาจกลายเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวใช้น้ำเยอะกว่าเดิมหรือไม่ แต่ผลผลิตกลับต่ำ 450 กก.ต่อไร่ ถ้าเทียบกับเวียดนามผลผลิต 800 กก.ต่อไร่ ญี่ปุ่น จีน มีผลผลิต 1,000 กก.ต่อไร่ สะท้อนว่าเรากำลังแก้ปัญหาไม่ตรงจุดหรือไม่ “ปัจจุบันหลายโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้ง มักใช้ฐานข้อมูลเก่าประกอบการพิจารณาตัดสินใจจัดทำแผน ทำให้ไม่เหมาะสมกับบริบทสภาพ ภูมิอากาศ เพราะเดิมฝนเคยตกแบบกระจุกแต่ตอนนี้กลายเป็นตกกระจายไม่มีทิศทางแน่นอน ฉะนั้น ควรเน้นโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กให้กระจายรองรับน้ำฝนดีกว่า” ดร.เสรีว่าย้อนกลับมาที่สถานการณ์น้ำท่วม “กลางเดือน ส.ค.2565 เป็นต้นไป” คาดว่า ปริมาณฝนจะกลับมาเพิ่มมากขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยปกติร้อยละ 5-10 กลายเป็นฝนชุ่มฉ่ำเกือบทุกภูมิภาค และในบางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักจนต้องเจอปัญหาน้ำท่วมหนักกว่าปี 2564 ก็ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลาง ต้องระวังอันตรายจากฝนตกหนักทั้งที่จริงๆแล้ว “น้ำปีที่แล้วน้อยมาก” วัดระดับผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ด้วยการบริหารผิดพลาดจนทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่รอดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แสดงให้เห็นว่า “น้ำไม่ถูกนำเข้าทุ่งแก้มลิง” อันเกิดจากความประมาทไม่เตรียมเจรจากับชาวบ้านไว้ก่อนเมื่อมีพายุเข้าฝนตกหนักบริเวณเขื่อนเจ้าพระยาวัดได้ 300 มม. จึงค่อยกระตือรือร้นออกไปคุยกับชาวบ้านขอนำน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงล้านกว่าไร่ สุดท้ายถูกปฏิเสธเพราะข้าวออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว ดังนั้น ปลายปีนี้ “ภาครัฐ” ต้องประเมินความเสี่ยงได้แล้ว ด้วยการคำนวณกรณีน้ำมากกว่าปี 2554 หรือปี 2564 จะถูกนำออกไปเก็บไว้ที่ใด เท่าที่ติดตามยังไม่ปรากฏเห็นว่า “หน่วยงานใด” ประเมินความเสี่ยงด้วยซ้ำ แต่กลับออกมาพูดเชิงระวังฝนทิ้งช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.หรือปลายปีน้ำจะมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยไม่มีเนื้อหาสถานการณ์น้ำมากกว่าค่าเฉลี่ยนั้นมีระดับเท่าใดให้ชัดเจน อันจะแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นนี้ประการต่อมา “ปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายพื้นที่ กทม.” เรื่องนี้เราต้องยอมรับก่อนว่า “การแก้ปัญหาไม่ให้ กทม.เกิดน้ำท่วมคงเป็นไปได้ยาก” แต่ต้องทำให้เมื่อฝนตกหนักน้ำท่วมขังแล้วต้องเร่งระบายให้เร็ว “เรื่องนี้คงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ว่าฯคนใหม่” ดำเนินการแก้ไขให้คนกรุงเทพฯได้รับผลกระทบน้อยที่สุดยิ่งกว่านั้นแนวโน้มปีนี้ “กทม.อาจเกิดน้ำท่วมถี่มากกว่าทุกปี” ด้วยอิทธิพลลานีญาจะเป็นตัวหนุนให้ปริมาณฝนตกชุกกว่าปกติ แต่ด้วยปัจจุบัน “กทม.ใช้เวลาแก้ไขน้ำท่วมขังเฉพาะหน้านานเฉลี่ย 2–3 ชม.” แล้วเชื่อว่า “ผู้ว่าฯ กทม.” น่าจะรู้ต้นเหตุปัญหานี้มาจากต้นทางการระบายน้ำและกลางทางการระบายน้ำเพราะโครงสร้างระบบท่อระบายยังเป็นแบบเก่ามีขนาดความกว้าง 40 ซม. และ 60 ซม. สามารถรองรับการระบายในปริมาณน้ำฝนตกลงมาแต่ละพื้นที่ได้ 60 มม.ต่อ ชม.หรือฝน 2 ปี แต่ด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปทำให้มีฝนตกไม่ต่ำกว่า 100 มม.ต่อ ชม. ย่อมส่งผลให้ระบบท่อต้นทาง และกลางทางไม่อาจรองรับได้ แต่ว่า “ผู้ว่าฯ กทม.หลายคน” กลับยังย้ำเฉพาะ “ปลายทางระบายน้ำ” ที่ไม่จำเป็นต้องพูดแล้วด้วยซ้ำ เพราะระบบอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์มีศักยภาพพร้อมใช้งานสูงอยู่ตลอด “แต่ด้วยที่ผ่านมาน้ำไม่ถูกดึงผ่านเข้าระบบอุโมงค์” สาเหตุจากระบบระบายต้นทางและกลางทางติดขัด ดังนั้น ควรต้องหันมาคำนึงแก้ปัญหาตรงจุดนี้ด้วยการประเมินจัดอันดับความเสียหายแต่ละพื้นที่แล้ว “ปรับปรุงระบบท่อน้ำต้นทางและกลางทาง” เพื่อให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้เกินกว่า 100 มม.ต่อ ชม.ถัดมา “การแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง กทม.ระยะยาว” จำเป็นต้องคำนึงถึงการประเมินสถานการณ์น้ำภาคเหนือที่ไหลระบายมาลงสู่ทะเลอ่าวไทยและปัญหาทะเลหนุนสูงด้วย เพื่อป้องกันน้ำหลากเข้าพื้นที่ กทม.เหมือนดั่งปี 2554 เพราะหากย้อนดูสถิติ “น้ำท่วมใหญ่ กทม.” มักเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกๆ 10 ปี ทำให้ปีนี้มีความเสี่ยงสูงแล้วด้วยซ้ำขอเสนออย่างนี้ว่า “ผู้ว่าฯ กทม.” อาจต้องออกกฎหมายให้โครงการขนาดใหญ่ของเอกชนหรือสถานที่ราชการมีระบบเก็บหน่วงน้ำยามฝนตกหนัก เพราะพื้นที่ระบายน้ำ กทม.มีอยู่ 7% ไม่สามารถรองรับได้อยู่แล้ว เช่น “สิงคโปร์” ออกกฎหมายพื้นที่เกิน 2 พัน ตร.ม. ต้องมีระบบหน่วงน้ำใต้ดินไว้ 4 ชม.หลังฝนตกเพื่อป้องกันน้ำท่วมสุดท้ายด้วยปี 2565 สภาพอากาศแปรปรวนผิดปกติมาก สามารถพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา “อย่าประมาท” จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานราชการแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด...