ลมหนาวโชยมาแผ่วๆหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคอีสานสัญญาณฤดูกาลท่องเที่ยวเริ่มคึกคัก ประชาชนบางส่วนเริ่มเดินทางออกต่างจังหวัด โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ถนนหนทาง รถรากลับมาหนาแน่นบรรยากาศรับกันพอดีกับที่รัฐบาลประกาศเปิดเมืองถือว่าได้ปลดเปลื้อง โดยธรรมชาติของคนไทยที่รักความสนุกสนาน ต้องทนอัดอั้นมานานจากโควิดล้อมเมือง ถึงเวลาได้ผ่อนคลายตามสถานการณ์โรคระบาดที่ซาลงไปแต่นั่นก็ยังวางใจไม่ได้ ไม่ใช่ปล่อยกันตามอำเภอใจจนเผลอการ์ดตกเพราะไวรัสมรณะโควิดยังแฝงอยู่ในหลายพื้นที่ คลัสเตอร์ใหม่ยังโผล่เป็นระยะ ที่น่าหวั่นใจก็คือแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจ่อทะลักตามชายแดน ดักจับกันได้รายวันรัฐบาล โดยฝ่ายความมั่นคงต้องวางแผนสกัดให้ดี อย่าให้ซ้ำรอยการระบาดระลอก 2 ระลอก 3ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสนุกสนาน เทศกาลท่องเที่ยวรับลมหนาว แต่อีกด้านก็ต้องจับตาสถานการณ์จากชนวนไฟความขัดแย้งทางความคิดขั้นรุนแรงถึงจุดหักมุม สวนทางกันจังๆระหว่างมวลชนรุ่นใหม่กับแนวร่วมสายอนุรักษนิยมตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมติ 8 ต่อ 1 ฟันธง การกระทำของนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ “ไมค์” น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพาณิช นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ น.ส.อาทิตยา พรพรมในนามมวลชนกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่จัดชุมนุมปราศรัย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ทะลุเพดานประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งธงเดินหน้าในการ “ปฏิรูปสถาบัน”ถือเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนับเป็นคดีใหญ่แห่งปี 2564เพราะมันส่งผลต่อกระบวนการขับเคลื่อนทางการเมือง พลวัตของมวลชนรุ่นใหม่ที่ปักธงเดินหน้าเรียกร้องระบอบเสรีประชาธิปไตย ขอสิทธิในการกำหนดอนาคตตัวเองอิงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ บู๊ สู้กับฝ่ายความมั่นคงภายใต้อำนาจรัฐบาลทหารเฒ่า 3 ป.เอาล่อเอาเถิดกันมาตลอด 2 ปีกว่าๆแต่เมื่อผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุชัด การเคลื่อนไหวของมวลชนรุ่นใหม่เป็นการล้มล้างระบอบการปกครองฯ และที่สำคัญมีผลผูกพันกับทุกองค์กรงานนี้มี “อาฟเตอร์ช็อก” ตามมาอีกหลายระลอกแน่นอนเบื้องต้นเลย แกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม หัวขบวนหลักของมวลชนรุ่นใหม่ น่าจะโดนไล่เบี้ยคดีอาญา ตามฟอร์มของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ต้องลุยถอนรากถอนโคนแนวโน้มหัวโจกม็อบขี่พายุทะลุฟ้าคงโดนขังยาวในเรือนจำและนั่นยังจะนำสืบสาวไปถึงพรรคการเมืองที่เป็นแนวร่วม ถูกตีตราว่าเป็นสปอนเซอร์หนุนมวลชนเด็กอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล ทีมงานคณะก้าวหน้า ภายใต้การนำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุลต้องลุ้นคดียุบพรรครอบสอง แถมพ่วงคดีอาญาไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทย ที่ “โทนี่ วูดซัม” พยายามตีเนียน โฉบไปโฉบมาในคลับเฮาส์ เป้าหมายเคลมเด็กรุ่นใหม่ แย่งส่วนแบ่งตลาดกับทีมสีส้มผลุบๆโผล่ๆป้วนเปี้ยนๆกับ ม.112 สู้ไป กราบไป สู้ไป ขู่ไป“นายใหญ่” หนีไม่พ้น “ลูกหลง” ฐานมีเอี่ยวโยงประเด็นล้มล้างการปกครองแต่แน่นอน ประเมินจากภาพข่าวแนวร่วมม็อบเผารูปจำลองอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทันทีที่ทราบผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สะท้อนอาการไม่ยอมรับในคำตัดสิน ประกอบกับท่าทีนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักการเมืองพรรคก้าวไกล ที่วิพากษ์วิจารณ์คดีล้มล้างการปกครองนั่นไม่เท่ากับองค์กรนักศึกษาแทบทุกสถาบันแสดงการคัดค้านผลการวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองต้องมีการลองของ ท้าทายกระบวนการยุติธรรมแน่และตามรูปการณ์ แนวร่วมมวลชนรุ่นใหม่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องโดนจับดำเนินคดีอาญาไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าสถานการณ์ไปถึงจุดตายหนึ่งเกิดร้อยคุกคงไม่พอขัง พลังเด็กไม่อาจคาดเดาได้เอาเป็นว่า ชนวนไฟร้อน เกมมวลชนนอกสภาถูกสุมขอนไว้แล้วขณะที่เกมอำนาจในสภาว่าด้วยเรื่องของเสียงหนุนรัฐบาลที่กำลังแกว่ง ตามอาการอย่างที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ยอมรับเป็นนัยดักคอดักทางพวกจ้องเล่นเกม “ซ่อนแต้ม” ล้มรัฐบาล ถือว่าบ่อนทำลายประเทศปฏิเสธยังไงก็ลำบาก เพราะผู้นำเองที่ซ่อนอาการหวั่นไหวไม่มิด ผวาขบวนการ “กบฏ” เจาะยางแตกแม้จะมีการเปิดเบื้องหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ปูดข่าวเอง “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โจทก์สำคัญต่อสายมาพูดคุยด้วย แต่มันก็ไม่ได้การันตีว่าจะจบหักดิบกันแรงซะขนาดนั้น มันน่าจะเลยจุดเคลียร์ใจแล้วตามแนวโน้มสถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ก็ร้าวยากจะสมานเป็นเนื้อเดียวกัน ขุมอำนาจ 3 ป. ส่อเป็นไผ่แยกกอ แหกค่ายออกไปตั้งพรรคใครพรรคมันแค่รอเวลาเรือเหล็กสนิมเขรอะ ใกล้อับปางอย่างที่มีการจับความเคลื่อนไหวของ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.ที่ถอนสมอจากการชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.แบบที่ทีมงานกลับลำกันไม่ทันนั่นเพราะมีภารกิจสำคัญกว่า กับการเป็นหัวขบวนพรรคใหม่ป้ายแดงผู้นำ “ค่ายคอแดง” เป็นฐานหนุน ชูชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในบัญชีนายกฯแต่นั่นก็ต้องใช้เวลา “ตั้งไข่” กันอีกพักใหญ่เหนืออื่นใด ในห้วงที่พรรคร่วมรัฐบาลต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จากกึ๋นบริหาร ที่ทำให้ข้าวเปลือกราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทะยานลิ่ว น้ำมันปาล์มขึ้นราคา หมู ไข่ ผัก แพงซ้ำเติมปากท้องชาวประชาที่เจอพิษเศรษฐกิจโควิด ซ้ำด้วยน้ำท่วมคนไทยอ่วม “บิ๊กตู่” ยุบสภาตอนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลมีหวังถูกหามขึ้นเมรุไฟต์บังคับยังไงก็ต้องลากให้นานสุดแรงเกิด ตบจูบ กอดคอตุ๊ยท้อง ถูลู่ถูกังกันไป ไม่ให้ “ตายหมู่”แต่นั่นก็ต้องอุดรูรั่วกันหัวปั่นแน่จากสัญญาณเตือนชัดๆ การเปิดประชุมสภานัดแรกหวิด “ล่ม” ประจานนั่นก็เลยต้องจัด “มีตติ้ง” นัดสังสรรค์พรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับแล้วว่า ได้ตอบรับเทียบเชิญเข้าร่วมงานแน่นอนและไม่พลาด ต้องมีช็อตกอดคอร้องเพลงอ้อน กอดโชว์สมานฉันท์“ลิเกคณะดึงดัน” ยุบวิกตอนนี้ มีหวังลาโรงกันหมด.“ทีมการเมือง”