คำว่า “ล็อกดาวน์” อาจไม่ใช่เรื่อง น่าตื่นเต้นสำหรับคนไทย เพราะเคยโดนมาแล้วเมื่อปีกลาย แต่คนส่วนใหญ่อาจยังมีคำถามเดิมๆว่า “เจ็บครั้งนี้แล้วจะจบหรือไม่” แม้แต่รัฐบาลหรือศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ก็ไม่สามารถยืนยันได้ ไม่มีรัฐมนตรีคนใดมองว่าปัญหาโควิด เป็นเรื่อง “กระจอก” ต่อไปพญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค.แถลงว่า การปรับระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดครั้งนี้ อยู่ภายใต้หลักคิดจำกัดการเคลื่อนไหว และการรวมหมู่ของบุคคลเฉพาะพื้นที่ นอกจากควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชนแล้วยังควบคู่ไปกับมาตรการเร่งด่วน ในการป้องกันโรค การฉีดวัคซีน การรักษาพยาบาลรวมทั้งการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ในกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ให้ได้ 1 ล้านโดส ภายใน 2 สัปดาห์ ต้องถือว่าเป็นการฉีดที่ล่าช้าเพียงวันละ 7 หมื่นกว่าโดส หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย ทั้งๆที่รัฐบาลประกาศ “วาระแห่งชาติ” และคุยว่าจะฉีดได้วันละ 5 แสนโดสถึงแม้ทุกฝ่ายจะเห็นพ้องกัน ว่าวัคซีนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดได้ แต่วัคซีนก็ยังเป็นปัญหาตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ เนื่องจากความผิดพลาดของรัฐบาล ที่ในระยะเริ่มแรกมองว่าโควิดเป็น “เรื่องกระจอก” จึงไม่สนใจจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ และมีปริมาณที่เพียงพอ และยังยืนยันนโยบายแทงม้าตัวเดียวหรือแทงม้าผิดตัวจนกระทั่งมีเสียงเรียกร้อง ทั้งจากวงการเมืองและวงการแพทย์ รัฐบาลจึงเริ่มขยับตัวสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส แต่กว่าจะได้ของต้องรอไปอีกหลายเดือน ล่าสุดนายกแพทยสภาแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐและเอกชนให้จัดหาวัคซีนคุณภาพ เพื่อฉีดให้คนไทยทุกคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายขณะเดียวกันพรรคไทยสร้างไทย และสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ออกมารณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงชื่อ เพื่อฟ้องรัฐบาล กล่าวหาว่าใช้เงินภาษีประชาชนดำเนินนโยบายผิดพลาด จนทำให้คนไทยล้มตาย เศรษฐกิจพังพินาศ อนุมัติเงินซื้อวัคซีนซิโนแวคกว่า 6 พันล้านบาท เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ ม.47 และ 55รัฐธรรมนูญ ม.47 ระบุว่าประชาชนมีสิทธิได้รับการป้องกัน และขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐฟรี ม.55 รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ ต้องติดตามกันต่อไป สององค์กรจะฟ้องรัฐบาลที่ศาลไหน แต่อย่างน้อยก็มีรัฐธรรมนูญ ม.234 ร้อง ป.ป.ช.ให้ไต่สวน และฟ้องศาลฎีกาต่อไป. ปฏิบัติการไทยรัฐ ฝ่าวิกฤติโควิด-19