งดประชุม กมธ.ทุกรูปแบบ ฝ่ายค้านย้ำต้องเปิดวิสามัญ“สนธิรัตน์” เบี่ยงตัว ส.ส.โพสต์ด่า “ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด” แค่ความเห็นส่วนตัว แค่อยากแชร์ความรู้สึก ตักเตือนไปแล้ว “ศาสตรา” สำนึกผิดยกมือไหว้ขอโทษประชาชน ขอใช้เป็นบทเรียน ยันไม่เกี่ยวกับพรรค “นิพิฏฐ์” เหน็บปล่อยให้พล่ามไปจะได้รู้ใครโง่ พท.จี้ พปชร.รีบเคลียร์หวังจะสื่ออะไร “อนุสรณ์” เย้ย “ลุงตู่” อยู่ในสภาวะผู้นำล้มเหลว “เทพไท” กระทุ้งรัฐบาลเปิดสภาฯวิสามัญ ยุ “ประยุทธ์” ใจกล้าๆหน่อย ส.ส.ปชป.เอาด้วยหนุนใช้เวทีสภาแก้ปัญหา “อนุดิษฐ์” ลุยล่ารายชื่อ ส.ส.-ส.ว.ขอเปิดสมัยวิสามัญ “สุทิน” บอกไม่ต้องกลัวยังไงก็ถูกด่าอยู่แล้ว “ชลน่าน” แฉ รบ.เล็งสั่งงดประชุมทุกรูปแบบ อดีตแกนนำ อนค.พบ ตร. คดีแฟลชม็อบ ป.ป.ช. ตีตก ก.ม.กู้เงิน2ลล.ไม่มีมูลกลายเป็นกระแสตีกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ถล่มแหลก หลังนายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความเชิงดูถูกประชาชนลงในเฟซบุ๊ก ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พยายามออกตัวว่าเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว และได้ตักเตือนกันไปแล้ว “สนธิรัตน์” โบ้ยความเห็นส่วนตัวเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ ถูกสังคมวิจารณ์หลังโพสต์ข้อความ “ประชาชนโง่ เราจะตายกันหมด” ถือเป็นการดูถูกประชาชนว่า ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายศาสตรา และให้ออกมาแถลงความจริงกับประชาชนว่าทำไปเพราะอะไร หรือเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถือว่าทำในนามบุคคลในพื้นที่เฟซบุ๊กของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรคได้ตักเตือนไปแล้วให้ระมัดระวัง เขาก็รับทราบเตือน “ศาสตรา” ให้ระมัดระวังเมื่อถามว่า การโพสต์ข้อความในช่วงที่รัฐบาลกำลังมีปัญหา จะกระทบต่อพรรคและรัฐบาลอย่างไร นายสนธิรัตน์ตอบว่า เป็นความคิดที่อยากสะท้อนมุมมอง ได้ตักเตือนให้ระวัง เพราะคำบางคำไปส่งต่อทันทีคงไม่ได้ เรื่องนี้คงต้องพูดคุยกันในพรรคว่าอะไรพึงกระทำ เท่าที่สอบถามนายศาสตราไม่ตั้งใจ แต่ต้องการแชร์ความรู้สึกซึ่งอาจไม่เหมาะสม เมื่อถามว่า การกล่าวถึงประชาชนในลักษณะไม่ดี จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรคในพื้นที่หรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า ถ้ากล่าวตามจริงคงไม่ดีแน่นอน แต่เราไปฟังเขาอธิบายก่อนว่าทำไมถึงแชร์ ยอมรับว่าสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนมีความตื่นตัว ทุกคนมีความคิดเห็นกันเยอะ ต้องระมัดระวัง ไหว้ขอโทษขอใช้เป็นบทเรียนต่อมาเวลา 15.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ แถลงต่อสื่อมวลชนพร้อมยกมือไหว้ขอโทษประชาชน ว่า เพจของตนเปิดรับทุกความคิดเห็น เป็น ส.ส.มีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน ได้ไปอ่านบทความหนึ่งเรื่องโควิด-19 เห็นว่าเป็นประโยชน์กับผู้อ่านจึงแชร์ไปโดยไม่ได้ระมัดระวังว่ามีข้อความล่อแหลม กระทบกระเทือนจิตใจประชาชนในวงกว้างมากขนาดนี้ ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้พิมพ์เอง แต่เป็นการแชร์โพสต์มาทั้งหมดโดยไม่ทันระวัง ยืนยันว่าไม่มีเจตนาดูถูกประชาชนแม้แต่นิดเดียว เพราะเป็น ส.ส.มาจากประชาชน อยู่กับประชาชนมาตลอด เป็นครูจิตอาสามาก่อน อยากบอกผ่านสื่อว่าขอโทษ ขอน้อมรับ ยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวที่แชร์ข้อความในเฟซบุ๊กโดยไม่ระวัง เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำหรับตน และจะตั้งใจทำงานต่อไปน้อมรับผิดไม่เกี่ยวกับพรรคเมื่อถามว่า มีผลต่อประชาชนในพื้นที่หรือไม่ นายศาสตราตอบว่า มีทั้งคนให้กำลังใจและติติง ทั้งในพื้นที่และในเฟซบุ๊ก ขอน้อมรับไว้ ยืนยันตอนที่แชร์ไม่ได้รู้สึกอะไร และไม่ทันได้คิดว่าจะส่งผล แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ขอรับผิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรค ที่ตัดสินใจไม่ลบข้อความทิ้งเพราะกล้าทำกล้ารับ เจตนาให้อ่านเนื้อหา ไม่ใช่เพียงแคปชัน ถ้าลบไปหมดจะเหมือนแก้ตัว ต่อไปจะเป็นบทเรียนให้ระวัง อย่างไรก็ตามมีผู้ใหญ่ในพรรคโทร.มาพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงความเป็นห่วงและให้กำลังใจ ทั้งนี้ภายหลังการแถลง นายศาสตราได้ชูป้ายหลายป้าย เช่น รัฐบาลไม่ได้โง่ ประชาชนไม่ได้โง่ เราจะรอดกันทั้งหมดปล่อยให้พล่ามไปจะได้รู้ใครโง่ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ให้ ส.ส.คนนี้พูดเยอะๆการพูดจะแสดงให้ชาวบ้านได้รู้ว่าใครเป็นปราชญ์ใครเป็นคนโง่ที่แท้จริง ยิ่งได้พูดบ่อยจะได้รู้ว่าเขาโง่หรือไม่โง่ ไม่อยากไปวิจารณ์มาก การเลือกตั้งรอบที่แล้วชาวปักษ์ใต้เปลี่ยน ส.ส.เก่าไปเยอะ ครั้งนี้อยากให้ชาวบ้านได้พิจารณาบทเรียนด้วยใจเป็นธรรม เปรียบเทียบ ส.ส.เก่าและ ส.ส.ใหม่ที่ท่านเลือกไป ส.ส.ใหม่ด่าว่าโง่ แต่ ส.ส.เก่าเคยพูดแบบนี้หรือไม่ หรือที่คิดว่า ส.ส.เก่าอยู่นานแล้วไม่ทำอะไรเลือกคนใหม่น่าจะดีกว่าคนเก่า แต่เลือก ส.ส.คนใหม่เข้าไป ส.ส.ใหม่กลับไปเสียบบัตรแทนกัน ไม่ยอมทำงาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือเป็นบทเรียนโต้ “อ๋อย” ปูดเปลี่ยนม้ากลางศึกนายนิพิฏฐ์ยังกล่าวถึงกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ออกมาโหมกระแสเรื่องรัฐประหาร เปลี่ยนม้ากลางศึกจากสัญญาณการไม่รับเงินเดือน ส.ว.ของบรรดา ผบ.เหล่าทัพ ว่า ตอนผู้นำเหล่าทัพเป็น ส.ว.รับเงินเดือน 2 ทางก็ถูกวิจารณ์ พอประกาศรับเงินเดือนทางเดียวก็ถูกวิจารณ์อีก แต่สมเหตุสมผลเหมือนกันเพราะในโลกประชาธิปไตย คนมีตำแหน่งไม่ควรรับเงินเดือน 2 ทาง ตอนยึดอำนาจมีอำนาจเบ็ดเสร็จจะรับเงินเดือน 2 ทางก็ว่ากันไป ผู้นำเหล่าทัพต้องยอมรับการถูกวิจารณ์ การโหนกระแสเปลี่ยนม้ากลางศึกตนไม่เห็นด้วย จะมาเปลี่ยนม้ากลางศึกขณะชาติกำลังเผชิญวิกฤติโควิด-19 คิดว่าชาวบ้านไม่ยอมรับแน่ การพูดควรเป็นไปในแนวทางแนะนำ ติติงหรือชี้ช่องทางดีกว่า ไม่ควรพูดหรือทำอะไรให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียกำลังใจ พท.จี้ พปชร.เคลียร์พูดเพื่ออะไรที่พรรคเพื่อไทย นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คนเป็น ส.ส.ต้องระวัง การแสดงความคิดเห็นต้องมีวุฒิภาวะ พรรคพลังประชารัฐต้องตักเตือนสมาชิกท่าน เพราะมีหลายคนแสดงออกในลักษณะทำให้สถาบันรัฐสภาตกต่ำ ทัศนคติของนายศาตราส่งผลกระทบทำให้ตัวเองเสื่อมลง แต่ลึกไปกว่านั้นคนจะมองนักการเมืองชุ่ย ห่วย แล้วอ้างได้ว่าเลือกตั้งแล้วได้นักการเมืองแบบนี้ เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นปัญหาเล็กแต่จะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้ แม้นายศาสตราออกมาขอโทษแล้ว แต่พรรคพลังประชารัฐต้องรับผิดชอบให้มากกว่านี้ ต้องทำให้ประชาชนเห็นชัดว่าคนที่พูดทำเพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อะไร อยากให้ทางพรรคอธิบายต่อประชาชน เมื่อถามว่าสิ่งที่นายศาสตราพูดนำมาจากวลีที่ว่าผู้นำโง่พวกเราจะตายกันหมด จะเป็นการปกป้องผู้นำหรือไม่ นายสมคิดตอบว่า ไม่ควรมาย้อนประชาชน เพราะเป็นผู้แทนของประชาชน ควรอยู่เฉยๆหรือไปบอกให้นายกฯทำงานให้เข้มแข็งกว่านี้ การปกป้องผู้นำทำได้หลายวิธี ไม่ใช่มาดูถูกประชาชนแบบนี้เย้ย “ลุงตู่” อยู่ในสภาวะล้มเหลวนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ระยะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่กระทบเท่าวิกฤติภาวะของผู้นำ วันนี้ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหมพูด ประชาชนจะทำ ตรงกันข้าม เช่น บอกอย่ากักตุนอาหาร อย่าตื่นตระหนก ประชาชนแห่ไปซื้อกักตุน วันนี้พรรคเพื่อไทยขอเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ 5 เรื่อง คือ 1.เร่งสร้างภาวะผู้นำ 2.รัฐบาลต้องจัดระเบียบข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เชื่อถือได้ 3.รัฐต้องสร้างการทำงานอย่างเป็นระบบ และบูรณาการการทำงานอย่างเป็นเอกภาพ 4.ถึงเวลาที่รัฐต้องยอมรับความจริงกับประชาชน และสื่อสารความจริงกับประชาชน สะท้อนข้อมูลอย่างเป็นปัจจุบัน และ 5.รัฐต้องไม่แสวงหาประโยชน์ หรือทำกินบนความเป็นความตายของพี่น้องประชาชน ต้องจัดการกับการทุจริต และพร้อมถูกตรวจสอบ“เทพไท” กระทุ้งเปิดสภาฯวิสามัญวันเดียวกัน นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาแก้ปัญหาวิกฤติประเทศ ทั้งเรื่องไวรัสโควิด-19 การชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนว่า เคยนำเสนอต่อสังคมและรัฐบาลมานาน ทุกปัญหาควรนำเข้าสู่สภาฯเพื่อรับฟังความคิดเห็น ส.ส. เวทีสภาฯเป็นเวทีแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ ยิ่งสถานการณ์รัฐบาลมีปัญหาขณะนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จำเป็นอย่างยิ่งต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อรับฟังความเห็นอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ ปัญหาไวรัสโควิด-19 การชุมนุมของนักศึกษาที่เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ถ้ารัฐบาลรีบตัดสินใจเปิด สภาสมัยวิสามัญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 จะเป็นโอกาสดีให้ตัวแทนประชาชนสะท้อนปัญหาและความรู้สึกแทนประชาชน ให้รัฐบาลนำไปประมวลปรับปรุงหาแนวทางแก้ไขต่อไปแนะวิปรัฐบาลชิงธงนำฝ่ายค้านนายเทพไทกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คัดค้านการเปิดสมัยวิสามัญโดยอ้างเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะสภามีมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอย่างดี มีการคัดกรองก่อนเข้าสภา และสามารถขอความร่วมมือจาก ส.ส.ให้ปฏิบัติตามได้ การอ้างปัญหาสุขภาพตัวเองสำคัญกว่าปัญหาสุขภาพประชาชนทั้งประเทศ เป็นเหตุผลที่เห็นแก่ตัวเกินไป ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านกำลังล่ารายชื่อ ส.ส. เสนอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญแล้ว จึงขอเสนอให้วิปรัฐบาลนัดประชุมกำหนดท่าทีว่าจะสนับสนุนการเปิดวิสามัญหรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล สามารถลงชื่อ ในญัตติของฝ่ายค้านได้ เพื่อไม่ให้รัฐบาลเสียหน้าหรือเสียเครดิต ฝ่ายรัฐบาลควรชิงการนำเรื่องนี้ตัดหน้า ฝ่ายค้าน หากเป็นนายกฯที่มาจาก ส.ส.คงตัดสินใจเปิดสมัยวิสามัญไปนานแล้วยุ “ประยุทธ์” ใจกล้าๆหน่อย“แต่เมื่อเรามีนายกฯที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ อาจกลัวการใช้เวทีสภา หลอกด่ารัฐบาล เหมือนที่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐบางคนกังวล แต่ก็มีแกนนำพรรคฝ่ายค้านออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่พูดนอกกรอบของปัญหา อยากให้นายกฯกล้าเผชิญหน้ากับความจริง พร้อมรับฟังความเห็นจาก ส.ส.ทุกคน และให้ความสำคัญกับเวทีสภาฯมากกว่าช่องทางอื่น จึงขอเรียกร้องให้ท่านใช้ความกล้าหาญ ใช้ความใจกว้าง ใช้ความจริง เข้าสู้กับปัญหาทั้งหมด อยากให้ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพเสนอเปิดสภาสมัยวิสามัญให้เร็วที่สุด” นายเทพไทกล่าวส.ส.ปชป.เอาด้วยหนุนใช้เวทีสภานายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนและเพื่อน ส.ส.เห็นด้วยให้เปิดสภาสมัยวิสามัญ โดยจะผลักดันผ่านวิปของพรรคเสนอไปยังวิปรัฐบาล เพื่อให้ ส.ส.ร่วมสะท้อนปัญหาในพื้นที่ ขณะนี้มีหลายเรื่อง เช่น เรื่องหน้ากากอนามัย หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ที่ทางรัฐบาลยืนยันว่าเพียงพอ แต่ในพื้นที่ชาวบ้านบ่นกันมากว่าขาดแคลนหาซื้อไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงในพื้นที่เป็นเช่นนี้จึงควรใช้เวทีสภาให้ ส.ส.สะท้อนปัญหา นับว่าเป็นผลดีกับรัฐบาลในการรับทราบข้อมูลที่นอกเหนือไปจากโซเชียลมีเดียและส่วนราชการ ส่วนกรณีที่ ส.ส.บางส่วนเรียกร้องให้งดประชุม กมธ.ทุกคณะนั้น คิดว่าที่ผ่านมารัฐสภามีมาตรการคัดกรองคนเข้าออกรัดกุมอยู่แล้ว หากมีการเปิดประชุมวิสามัญ ส.ส.คนใดอยู่ในข่ายเสี่ยงก็รู้ตัวเองอยู่แล้วว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร หากจะงดประชุมทั้งหมด ทางสภาฯจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย “อนุดิษฐ์” ลุยล่ารายชื่อ ส.ส.–ส.ว.ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประชุมวาระพิเศษของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 12 มี.ค. เห็นตรงกันให้ยื่นญัตติด่วนขอเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญ เพื่อนำเอาวิกฤติต่างๆให้ ส.ส.ได้ระดมสมองร่วมกันหาวิธีการแก้ไข ขณะนี้พรรคเพื่อไทยโดยผู้นำฝ่ายค้านได้ดำเนินการเรื่องญัตติเรียบร้อย และจะล่ารายชื่อเพื่อขอเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญให้ได้ ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านที่รวบรวมเสียงไม่น่ามีปัญหา แต่ในเสียงที่ขาด นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน จะทำความเข้าใจกับ ส.ส.รัฐบาล และ ส.ว. เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แก้วิกฤติรัฐบาล และเชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.บอกไม่ต้องกลัวยังไงก็ถูกด่านายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า คาดว่าภายในสัปดาห์นี้การล่ารายชื่อเพื่อขอเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญจะจบแน่นอน เราไม่ใช้เวทีนี้หลอกด่ารัฐบาล ขอให้รัฐบาลคิดว่าปัญหาโควิด-19 ภัยแล้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราให้โอกาสรัฐบาลทำ เราต้องช่วยกันโดยใช้กลไกสภาฯ เดิมเราอยากให้รัฐบาลเป็นฝ่ายขอเปิดเอง แต่เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบรับเราจำเป็นต้องทำ ขอความร่วมมือ ส.ส.รัฐบาลและ ส.ว.ด้วย หากรัฐบาลจะขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญเองก็ยินดี จะปรบมือให้ เพื่อระดมความเห็นไปแก้ไขได้ทันท่วงที จะไม่เอาเรื่องนี้ไปเล่นการเมือง ขอให้รัฐบาลมองแง่บวกเป็นโอกาสที่ได้ชี้แจง “ไม่ต้องกลัวว่าเราจะด่า เราด่าอยู่แล้ว แต่ประชาชนก็ด่า เมื่อรัฐบาลมีมือมีคนมากกว่า ก็ไม่ควรกลัว” แฉ รบ.เล็งสั่งงดประชุมทุกรูปแบบนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าได้ความร่วมมือจาก ส.ว. และ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ก็สามารถเปิดประชุมสภาฯได้ โดยเมื่อได้รายชื่อส่งให้ประธานสภาฯนำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการเปิดประชุมสภาฯ อย่างไร ก็ตาม มีข่าวรัฐบาลจะใช้โอกาสที่กำลังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หนักขณะนี้ ให้ทางสภาฯสั่งงดการประชุมสภาฯทุกรูปแบบทุกคณะ ทั้งกรรมาธิการสามัญ หรือวิสามัญ ซึ่งตนไม่เห็นด้วย เพราะมีกรรมาธิการที่มีความสำคัญยังต้องพิจารณาอยู่ เช่น การพิจารณาศึกษาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าหยุดหมดอาจมีผลกระทบ แต่ถ้าเปิดช่องภายใต้การดูแล มีการระมัดระวังน่าจะดีกว่า กลุ่ม อนค.พบ ตร.คดีแฟลชม็อบที่ สน.ปทุมวัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษก อนค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (กก.) และนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.อัศวยุทธ นุชพุ่ม รอง ผบก.น.6 พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ปทุมวัน ตามหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา กรณีการจัดชุมนุมแฟลชม็อบสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2562 นายกฤษฎางค์ให้สัมภาษณ์ว่า ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 5 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้ง 2.ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงาน 3.ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุม 4.ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 5.ชุมนุมในระยะไม่เกิน 150 เมตรจากพระราชวัง โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ และพนักงานสอบสวนนัดส่งตัวให้อัยการฟ้องศาลแขวงปทุมวัน ในวันที่ 7 เม.ย. ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 ม.ค. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายธนวัฒน์ วงค์ไชย และ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา รวม 5 คน เข้ารับทราบข้อหาแล้วฉะบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมมีปัญหานายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการ อนค. กล่าวว่า ยืนยันถึงความเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมมาโดยตลอด เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ส่วน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะที่ออกมา ตอนแรกคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ดี แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติกลับเป็นปัญหามากกว่าเดิม สมัยเป็นประธานคณะกรรมการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เคยเชิญ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มาหารือในประเด็นปัญหาการใช้กฎหมายชุมนุมสาธารณะในทางปฏิบัติแล้ว ในท้ายที่สุดอาจต้องทบทวนแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ต่อไป และนี่ยังไม่นับรวมว่าจะนิยามอะไรเป็นการชุมนุม การวิ่งออกกำลังกายเป็นการชุมนุมหรือไม่ หลักใหญ่คือต้องให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก“พิธา” เซ็งคดีแรกของ หน.พรรคนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวว่า การมา สน.ปทุมวันวันนี้ กลับเป็นภารกิจแรกในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล แทนที่จะได้ใช้เวลาทำงานศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับไวรัส covid-19 หรือปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ต้องมาพบพนักงานสอบสวนที่นี่ แต่ไม่ได้ทำให้กำลังใจหรือทำให้การทำงานเข้มข้นน้อยลง เราเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพของการชุมนุมซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ 4 วินาทีตอนเข้าคูหาเลือกตั้ง ถ้าคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเห็น หรือมีความทุกข์ร้อนอะไร จะรวมตัวกันเพื่อแสดงออก เป็นกิจกรรมหนึ่งสามารถทำได้ในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตย คิดว่าการใช้วิธีทางกฎหมายในเกมการเมือง แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองของประเทศไทย ที่ไม่ต้องการให้มีคนหน้าใหม่เข้ามา อยากให้มีบรรยากาศที่เอื้อให้คนเก่งๆ ให้เลือดใหม่ หรือคนที่มีความสามารถจริง มีโอกาสเข้ามาเล่นการเมืองมากขึ้นป.ป.ช.ตีตก ก.ม.กู้เงิน 2 ลล. ไม่มีมูลที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงว่า ที่ประชุมพิจารณาข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ ครม. รวม 35 คน ร่วมกันมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท) และเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2557 ว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้นไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มีผลให้ร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นอันตกไป ทั้งนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเคยมีการตราไว้เป็นกฎหมายในทำนองเดียวกันมาหลายครั้ง จึงเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากับพวกเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่โดยตรงพิจารณาและตรากฎหมาย ตามหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย เป็นไปตามทฤษฎีการกระทำของรัฐบาล ซึ่งโดยหลักการศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมจะไม่เข้าไปตรวจสอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 1 ว่า การกระทำดังกล่าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ ครม.ไม่มีมูลความผิดตามที่กล่าวหา ให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป