ธนภร พูลเพิ่ม-สุคม เชาวฤทธิ์ย่อมไม่เหมาะกับภิกษุจะออกโคจรไปยังที่หนึ่งที่ใด เนื่องจากไม่สะดวกต่อการเดินทาง อีกประการหนึ่ง...เวลานั้นพืชพันธุ์ของชาวบ้านก็อยู่ระหว่างเจริญพันธุ์ ซึ่งหากภิกษุกรำฝนออกไปอาจเหยียบบดพันธุ์พืชเหล่านั้นได้พระพุทธองค์จึงได้ออกเป็นบทบัญญัติ ด้วยการกำหนดให้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปเป็นเวลา 3 เดือน คือฤดูกาล “จำพรรษา” อันหมายถึงการพักฝนของภิกษุสงฆ์อยู่ยังอาราม โดยไม่ไปจำวัดแรมคืน ณ ที่ใด ระหว่างอยู่จำพรรษาก็ให้ใช้เวลาขณะนั้น ใฝ่ศึกษาหาข้อธรรมะ ให้เกิดมรรคผลแก่ศาสนาสืบต่อไปฝ่ายฆราวาสผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา ก็ให้เกิดอนุสติขึ้นมาว่า น่าจะจัดหาแสงสว่างมาถวายมวลภิกษุ เมื่อต้องศึกษาพระธรรมบทบาลีบนคัมภีร์โบราณ จึงได้พร้อมใจกันหาขี้ผึ้งมาหลอมเป็นเทียน เพื่อจุดให้เกิดเปลวส่องสว่าง แล้วนำไปถวายวัดเป็นปัจจัยให้พระภิกษุ ในคราเข้าพรรษาไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 จึงจะ “ออกพรรษา” เมื่อหมดฤดูฝนนี่เป็นพุทธตำนานสืบสานจนเป็นงานประเพณี เรียกกันว่า “แห่เทียนเข้าพรรษา” ที่ถือเป็นงานบุญสำคัญ จากความเชื่อที่ว่า การให้ แสงเทียนส่องสว่างแก่พระสงฆ์ ก็เสมือนมงคลที่จะนำพาความสุกใสให้แก่ตนเองงานเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษามีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาค แต่ที่เห็นโดดเด่นมากสุด ก็ต้องจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งน่าจะถือได้ว่าคือสัญลักษณ์หนึ่งของภาคอีสาน ที่ตามประวัติได้เริ่มมีขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ครั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลฯ ได้ชักชวนหมู่ช่างประจำถิ่นให้ช่วยกันคิดประดิษฐ์ต้นเทียน ทั้งแบบแกะสลักและติดพิมพ์ แล้วนำมาแห่ไปรอบๆตัวเมืองพร้อมจัดประกวดด้านความวิจิตรและความคิดเชิงสร้างสรรค์จากนั้นเมื่อปี 2519 พลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อสท.) ผู้เคยผลักดันให้งานแสดงช้าง จ.สุรินทร์ ขึ้นเป็นงานระดับนานาชาติมาตั้งแต่ปี 2505 จนสำเร็จ จึงได้หันมาส่งเสริมงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จ.อุบลราชธานี ขึ้นเป็นงานระดับนานาชาติอีกแห่งหนึ่ง และสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน โดยปีนี้นับเป็นปีที่ 116 จากการริเริ่มจัดงานประเพณีนี้สืบมาธนภร พูลเพิ่ม ผอ.ททท.สำนักงานอุบลราชธานี บอกว่า เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองปีที่ 116 ททท.จึงได้ประสานความร่วมมือกับ จ.อุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี จัดเพิ่มสีสันงานด้วยการกำหนดให้ต้นเทียนทั้งแบบโบราณ แกะสลักและติดพิมพ์ ซึ่งสมัครเข้าร่วมขบวนแห่ทั้งหมด 55 ต้น จะต้องนำเสนอเรื่องราวอันเกี่ยวกับพุทธประวัติ ว่าด้วยพุทธชาดกทศชาติ โดยแต่ละคุ้มวัดได้มีการจับสลากกันไปแล้วว่า คุ้มใดนำเสนอพุทธชาดกชาติภูมิใดใน 10 ชาติของพระพุทธเจ้าสำหรับการส่งเสริมตลาดด้านท่องเที่ยว ธนภรบอกด้วยว่า ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1– 8 กรกฎาคม ด้วยการจัดทำกิจกรรมนำนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมชุมชนคนทำเทียน กับให้ได้มีส่วนร่วมในการทำเทียนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบ DIY หรือ Do it yourself เพื่อร่วมกุศลผ่านต้นเทียน“นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนการสร้างแรงจูงใจ ให้ทันกับเทรนด์ใหม่ในพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ด้วยการชวนเที่ยวงานประเพณี แล้วพักแรมแบบเก๋ไก๋ภายในบูธีคโฮเต็ล กินอาหารพื้นเมืองริมทางแบบสตรีทฟู้ด และนั่งกินดื่มตามร้านชิคและชิลสุดฟินของคนรุ่นใหม่”คาดว่า...ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน กระจายรายได้ร่วม 100 ล้านบาทและในวันที่ 12-30 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ยังจะจัดแสดงเทียนภายใต้โครงการ “เทียนอุบล ยลได้ตลอดเดือน” ที่บริเวณหอประชุมโดม วิทยาลัยเทคนิคอุบลฯ เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันทั้งเดือนทางด้านการขับเคลื่อนของคนทำเทียน สุคม เชาวฤทธิ์ ศิลปินติดพิมพ์เทียนระดับท้องถิ่นที่มีผลงานมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันเป็นผู้ควบคุมการผลิตต้นเทียนคุ้มวัดบูรพาราม ดีกรีเคยชนะเลิศมาแล้วหลายครั้ง บอกว่า ทีมงานตนพร้อมลงงานกันมานานร่วม 3 เดือนแล้ว“หลังวัดบูรพารามจับสลากได้ชาติภูมิในพุทธชาดกพระมหาชนก สิ่งแรกคือการศึกษาหารายละเอียดเรื่องราวในพุทธชาดกดังกล่าว เพื่อจะได้ถ่ายทอดผ่านต้นเทียน จากนั้นถึงเริ่มเตรียมจัดหาวัสดุอุปกรณ์ และลงงานทันที”สุคม บอกด้วยว่า การลงทุนสร้างต้นเทียนของคุ้มวัดบูรพาราม จะตกประมาณ 800,000 บาท แต่อาจลดลงมาได้บ้าง กรณีนำวัสดุของปีก่อนหน้ามาผสมใช้ เช่นขี้ผึ้งกับเทียนซึ่งปกติจะใช้ระหว่าง 1,000-2,000 กิโลฯ หรือ 1-2 ตัน ก็สามารถจัดเก็บไว้ใช้งานได้แค่ 50% เป็นอย่างมาก ส่วนหุ่นปั้นเทวดาประดับต้นเทียน จะเอากลับมาปัดฝุ่นซ่อมแซมให้พอใช้งานได้ก็ไม่เกิน 2 ครั้ง เพราะเหล็กโครงสร้างภายในจะเสื่อมเป็นสนิมก็ต้องทิ้งไป“ถ้าแบบนี้การลงทุนก็จะลดลงมาเหลือ 500,000–600,000 บาท แต่ก็อีกนั่นแหละ มันขึ้นอยู่กับว่าวัสดุที่จะนำมาใช้มีการปรับราคาขึ้นตามภาวะตลาดมากน้อยแค่ไหน?”สุคมพูดไปส่ายหัวไป ก่อนสาธยายให้ฟังถึงวัสดุที่จะใช้ประกอบเป็นต้นเทียน อาทิ ขี้ผึ้งกับเทียนซึ่งจะนำมาหลอมก่อนพิมพ์ประมาณ 1-2 ตัน โดยขี้ผึ้งนั้นจะมีคุณสมบัติเหนียวกว่าเทียน ทำให้สามารถขึ้นลายได้ง่ายกว่า ราคาซื้อขายในตัวเมืองอยู่ที่กิโลกรัมละ 390 บาทแต่สุคมเลือกข้ามฝั่งไปซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยราคา 290 บาท ประหยัดไปได้ราว 50,000 บาท เพื่อจะได้เอาเงินส่วนนี้ไปเป็นค่าอาหารเลี้ยงทีมงาน นอกจากนี้ก็มีเหล็กเส้นขนาด 6-12 มิลลิเมตร ปูนปลาสเตอร์ 50-60 กระสอบ ไม้อัดอีก 70-80 แผ่น ลวด 20 มัด สีน้ำสีขาวกับแดงสำหรับแต่งรูปปั้น 20 แกลลอน โฟมอีกจำนวนหนึ่ง แล้วยังมียางซิลิโคน 8-10 กิโลกรัม ยางพาราอีก 20 กิโลกรัมสำหรับเทียนโบราณจะต้องเพิ่มใยมะพร้าวที่ช่วยเสริมปูนปั้น แล้วก็มีใบลาน ใบตอง ตามธรรมเนียมโบราณอีกต่างหากค่าดำเนินงานอีกส่วนที่สุคมเผยว่า น้อยคนนักจักเห็นและรับรู้ ได้แก่ ค่าจ้างแรงงาน ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งหากต้องจ่ายจริงๆตลอด 3 เดือน ก็ราวๆ 300,000 บาท แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาร่วมทีมงาน ล้วนเป็นกลุ่มจิตอาสา มีใจศรัทธาเป็นทุน มากกว่าคิดมารับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง...นี่คือมิติหนึ่งของคนปิดทองหลังเทียนพรรษา แห่งเมืองดอกบัว!เมื่อถูกถามว่า เงินทุนดำเนินการนั้นได้มาจากส่วนใด สุคมยืดอกตอบว่า มิได้ไปหยิบเอาเงินจากงบประมาณบำรุงศาสนาของวัดมาลงทุน ที่ได้มานั้นมาจากหน่วยงานรัฐสนับสนุนส่วนหนึ่ง กับบรรดาลูกศิษย์ที่มีจิตศรัทธาบริจาคร่วมกับประชาชนทั่วไปอีกส่วนหนึ่ง“มีอีกส่วนมาจากห้างร้านเอกชน ที่ต้องการโฆษณาสินค้าบนรถประดับต้นเทียน หรือไม่ก็นักการเมืองที่ต้องการหาเสียง แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ จะทำได้ก็แค่มีคนเดินถือป้ายไปตามขบวน กับเมื่อมีการจัดแสดงต้นเทียนที่ชนะการแข่งขันแล้ว นั่นแหละถึงจะอนุญาตให้ติดแสดงกันได้ ใครฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิ์การประกวดทันที”บทสรุปของการแห่ต้นเทียน 55 ต้น ในยามเช้าวันเทศกาลเข้าพรรษา 9 กรกฎาคม ของจังหวัดอุบลราชธานีปีนี้ สุคมอนุมานตัวเลขคร่าวๆ ไม่น่าจะต่ำกว่า 100 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย...บวกรายได้ที่จะมาจากภาคท่องเที่ยวอีก 100 รวมเป็น 200 ล้านบาท โถ...ยังน้อยกว่าเงินทอนที่อมนุษย์องค์กรพุทธกินรวบยอด ร่ายเป็นมหากาพย์ไปเสียอีก...โธ่ถัง อนิจจังอนิจจา...ไม่กลัวบาปกรรม?