ก็ถูกต้องแล้วที่ “บอร์ดการบินไทย” มีมติปลด คุณชาย เอี่ยมศิริ พ้นจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย โดยให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที” เมื่อ 2 ต.ค. และ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง สอบทานกระบวนการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ จากเหตุอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบิน และมีมติให้ คุณสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการบริษัท ปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทนตั้งแต่ 2 ต.ค.เป็นต้นไป โดยการบินไทยได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯในวันเดียวกันผู้โดยสารที่ประสบภัยช่วง 26-30 ก.ย.คงเห็นด้วย ไม่เพียงเที่ยวบินล่าช้า ไม่ได้รับกระเป๋าเดินทาง ยังมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 50 เที่ยว โดยไม่มีการแจ้งผู้โดยสารล่วงหน้า หรือแจ้งผู้โดยสารที่กำลังรอขึ้นเครื่อง ยิ่งเห็นภาพข่าวกราวด์โฮสเตสที่ร่ำไห้ต่อหน้าผู้โดยสารที่ต่อว่าอย่างโกรธแค้น เพราะไม่มีคำตอบจากการบินไทย ก็ยิ่งว่าเห็นสมควรปลดและสอบ เพราะทำลายภาพลักษณ์ความศรัทธาต่อการบินไทยคุณสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หนึ่งใน “ผู้ประสบภัย” จากการบินไทย กลับจากเอเชียนเกมส์ที่ญี่ปุ่นแล้วไม่ได้รับกระเป๋า ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่ไปกับกระทรวงกลาโหมและคมนาคม เพื่อช่วยเหลือการบินไทยว่า “ปัญหาการลำเลียงกระเป๋าเกิดขึ้นเฉพาะสายการบินไทย” เนื่องจากไปรับบริการขนกระเป๋าให้สายการบินอื่นด้วย ส่งผลให้ผู้โดยสารต้องรอรับกระเป๋านาน บางรายรอกว่า 5–6 ชั่วโมง เหตุเพราะฝนตกหนักตั้งแต่ 25 ก.ย. ทำให้พนักงานการบินไทยโดยเฉพาะพนักงานขนกระเป๋าไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ได้ความล่าช้าในการลำเลียงกระเป๋า ทำให้เที่ยวบินอื่นได้รับผลกระทบล่าช้าตามไปด้วย เนื่องจากมีกระเป๋าตกค้างในเครื่องไม่สามารถบินต่อได้ กระเป๋าผู้โดยสารขาออกไม่สามารถลำเลียงขึ้นเครื่องนั้น (มีข่าวว่าบางเที่ยวบินออกทั้งที่มีกระเป๋าผู้โดยสารขาเข้าอยู่บนเครื่อง และไม่นำกระเป๋าผู้โดยสารขาออกไปกับเครื่องด้วย ไม่รู้คิดได้ยังไง)รัฐมนตรีสุรศักดิ์ ระบุว่า แม้กลาโหมจะส่งทหารไปช่วย แต่การบินไทยกลับไม่ให้ข้อมูลใดๆสนับสนุนการช่วยเหลือ ไม่มีความพยายามแก้ปัญหาอย่างเพียงพอ เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง ผู้บริหารต้องทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ จะคิดว่าใกล้วาระแล้วไม่ดำเนินการใดๆไม่ได้ หากไม่พร้อมทำงานก็ควรลาออกไปความจริงช่วงที่พนักงานขาด กระเป๋าตกค้างจนเที่ยวบินเข้าออกไม่ได้ เกิดขึ้นตั้งแต่ 26 ก.ย. มีการยกเลิกเที่ยวบินไปกว่า 50 เที่ยว สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การบินไทย และประเทศไทยมหาศาล ไม่รู้ช่วงนั้น คุณชาย ซีอีโอการบินไทยอยู่ที่ไหน จึงไม่ตั้งวอร์รูมหรือไปแก้ปัญหาที่สนามบินสุวรรณภูมิด้วยตัวเอง มีแต่เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆที่ยืนรับหน้าผู้โดยสารจนกระทั่ง 27 ก.ย.มีข่าวว่า “บอร์ดการบินไทย” ได้ระดมกำลังกันเข้าไปช่วยแก้ปัญหาที่สนามบินสุวรรณภูมิ จนเที่ยงวันที่ 1 ต.ค.มีรายงานข่าวสามารถแก้ปัญหาได้เกือบหมด เที่ยวบินสามารถให้บริการได้ปกติ 196 เที่ยวบิน จากทั้งหมด 230 เที่ยวบิน ยกเลิกไปประมาณ 15% ผู้โดยสารขาเข้าสามารถรับกระเป๋าได้ 100% กระเป๋าที่ตกค้างกว่าหมื่นใบคัดแยกส่งไปยังจุดหมายปลายทางโดยการบินไทยและสายการบินอื่นกว่า 7,000 ใบ คาดว่า 3 ต.ค.ทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่สายการบินอื่นไม่ได้รับผลกระทบเลยหรือกระทบน้อยมากผมจึงเห็นด้วยที่ บอร์ดการบินไทย ปลดและสอบ คุณชาย เอี่ยมศิริ โดยเฉพาะ “การบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ” ไม่ควรปลดออกหรือให้ลาออกไปอย่างลอยชาย มีข่าวว่าจะสอบไปถึง การจัดซื้อไวน์ 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท ที่บริการบนเครื่องด้วยความเสียหายครั้งนี้รุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและภาพลักษณ์การบินไทย ทำให้ผู้โดยสารขาดความเชื่อมั่น ทำให้ภาพลบ TG Tomorrow Go กลับมาหลอนอีกครั้ง และยังส่งผลกระทบไปถึงโลจิสติกส์การบินของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การขนส่งผู้โดยสาร ขนส่งสินค้า ไปจนถึงภาพลักษณ์ประเทศไทย กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสียหายกันเป็นระบบ ในอนาคตมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแน่นอนป.ล. บอกกล่าวกันสักนิด ผมหายหน้าไปหลายสัปดาห์ ไปซ่อมแซมร่างกายมาครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม