เข้าสู่วันที่สี่ของการเป็นผู้ประสบภัยจาก “อุทกภัย 2569” แล้วครับ ...จึงเท่ากับว่าข้อเขียนวันนี้เป็นบันทึกฉบับที่ 4 ลงวันที่ 29 กันยายน 2569 สำหรับตีพิมพ์ในไทยรัฐฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมเริ่มต้นด้วยการรายงานสถานการณ์ล่าสุดในบ้านผมที่เปรียบเสมือนโรงแรมลอยน้ำที่มัลดีฟส์เช่นเคยนะครับ...จากเช้าถึงเที่ยงยังมีคลื่นอยู่เหมือนเดิมในห้องรับแขก+ห้องทำงานและห้องครัวด้านล่าง...แต่ก็เบาบางลงไปมากจากการวัดระดับล่าสุดก่อนเขียนต้นฉบับ อยู่ที่ 17 เซนติเมตร ลดลงจากยอดสูงสุด 33 เซนติเมตรในวันแรกเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอัตราการลดยังเป็นไปในลักษณะนี้ อาจจะเหลือศูนย์เซนในอีก 2 วันข้างหน้าเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วครับสำหรับเรื่องที่จะเขียนเพื่อบันทึกไว้ในวันนี้สืบเนื่องมาจากข่าวนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล มาเยี่ยมชุมชนชาวแฟลตคลองจั่นเป็นครั้งที่ 2 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาสื่อทุกแขนงรายงานเหมือนกันว่า ท่านยังโดนชาวแฟลตกลุ่มหนึ่งโห่ต้อนรับเหมือนครั้งแรก จับความได้ว่า “มาทำไมวะ” พร้อมกับลงท้ายด้วยการเอ่ยถึงสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชอบแวะมาดูที่สวนลุมพินีบ้านเราเท่าที่ฟังเสียงตะโกนด่าแรงๆน่าจะมาจากกลุ่มประชาชนสัก 7-8 คน หรือไม่น่าจะเกิน 10 เทียบกับเสียงปรามว่า “พอแล้ว...พอแล้ว” ที่เซ็งแซ่ตามมาภายหลังซึ่งน่าจะมีเกิน 20 เป็นอย่างน้อยกลุ่มหลังนี้นอกจากขอให้กลุ่มแรกหยุดด่าแล้วก็ยังขอบคุณที่นายกฯไปเยี่ยมพร้อมของจำเป็นต่างๆ พร้อมกับฝากให้ท่านช่วยเหลือในเรื่องที่จำเป็นของชาวแฟลตอีก 2-3 เรื่องในขณะที่นายกฯอนุทินยังคงควบคุมอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยมเหมือนเดิม เหมือนครั้งที่โดนคราวก่อน ซึ่งท่านให้สัมภาษณ์ว่าใครที่เจอความทุกข์แบบนี้ก็ต้องด่าแบบนี้แหละ เผลอๆเป็นเราอาจจะแรงกว่าเสียอีกท่านบอกว่าเข้าใจและพร้อมที่จะมาทำหน้าที่ต่อไปผมเปิดดูไปเรื่อยๆก็พบว่านอกจากคลิปเหตุการณ์สดๆแบบไม่มีตัดทอนอย่างที่ว่าแล้วก็ยังมีอินฟลูฯต่างๆนำมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อ ทั้งฝ่ายตรงข้ามกับนายกฯและฝ่ายที่รักและสนับสนุนนายกฯโดยฝ่ายตรงข้ามต่างก็ใช้ถ้อยคำและสำนวนโวหารที่รุนแรง และหยาบคายเป็นที่ตั้ง...ในขณะฝ่ายที่สนับสนุนนายกฯก็ตอบโต้ด้วยการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเช่นกันเคยมีคนบอกผมว่าที่อินฟลูฯในยุคนี้ต้องใช้ถ้อยคำประเภทนี้ก็เพื่อต้องการเพิ่มยอดแชร์ยอดไลค์เพราะได้มากๆเท่าไรก็จะได้ค่าตอบแทนจากแพลตฟอร์มมากเท่านั้นผมฟังคำตอบแล้วก็ใจหายและอุทานขึ้นมาว่า...มิน่าล่ะ...เด็กไทยรุ่นนี้ซึ่งมีโทรศัพท์มือถือกันแทบทุกคนและติดตามแพลตฟอร์มต่างๆอย่างหลงใหลจึงดูมีอารมณ์ฉุนเฉียว และใช้คำด่าหยาบคายเป็นว่าเล่นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของสื่อที่ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆยุคนี้ก็คือไม่มีใครควบคุมกติกามารยาทว่าควรจะพูดได้แค่ไหน เผยแพร่ได้แค่ไหน ปล่อยให้พรั่งพรูสารพัดคำหยาบกันอย่างเต็มที่ต่างกับอินฟลูฯยุคก่อน ไม่ว่าเป็นนักจัดวิทยุหรือโทรทัศน์ เขาก็ควบคุมโดย กบว. ส่วนพวกผมหนังสือพิมพ์ก็มีกฎหมายควบคุมไว้อย่างเหนียวแน่นข้อเสียก็มีเพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ข้อดีก็มี คืออย่างน้อยสื่อก็ต้องทำอะไรอยู่ในกติกา ไม่ไปก้าวร้าว รุกรานใครจนเกินเหตุผมดูคลิปต่างๆวันนี้แล้วก็อดคิดไปไกลเสียมิได้ว่า หากเด็กไทยเราโตขึ้นในอนาคตแล้วใช้คำหยาบกันจนชิน ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน และคำหยาบโลนต่างๆ แม้แต่คำว่า มรึง...กรู เดี๋ยวนี้ก็ใช้กันตรงๆว่า มึง-กู เข้าไปแล้วคำว่า “สวัสดีค่ะ” ที่ลิซ่าเอาไปร้องเชียร์ประเทศไทยจนฮิตไปทั่วโลกวันนี้ จะยังคงมีอยู่หรือไม่หนอฝากลูกๆหลานๆไว้ด้วย ขออย่าให้คำหยาบต่างๆที่ใช้กันอย่างตรงไปตรงมา และแพร่หลายในสื่อออนไลน์ทุกวันนี้ แพร่หลายมากไปจนคนไทยเราเป็นคน “หยาบคาย” ทั้งแผ่นดินก็แล้วกันครับ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม