ความรู้พื้นๆด้านศิลปะของพุทธศาสนา พระพุทธรูปสมัยราชวงศ์คุปตะ งดงามถึงระดับสูงสุด แต่ที่พวกเราไม่รู้ก็คือยุคสมัยคุปตะ เป็นระยะที่มีการฟื้นฟูวรรณคดีสันสกฤตและปรัชญาฮินดู เข้ามาครอบงำทัศนคตินักคิดชาวพุทธมหายานในหนังสือ พระพุทธศาสนามหายาน (สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย พิมพ์ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2539) อภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสต์ อธิบายถึงนิกายพุทธตันตระยาน หรือมนตรยาน ปลายสมัยราชวงศ์คุปตะว่า ลัทธิหรือนิกายนี้นำศาสนาฮินดูเข้ามาระคนปนเปมากยุคนี้มีการยกย่องเรื่องเวทมนตร์ อาคมขลัง พิธีหาลาภ พิธีเสกเป่า ลงเลขยันต์ต่างๆ รวมไปถึงการนับถือพระธยานิพุทธะห้าพระองค์ บัญญัติมนตร์เรียกว่าธารณี ประจำองค์พระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ต่างๆตัวอย่างคาถา โอม มณี ปทุเม หุม (โอม ดวงแก้วเกิดใน ดอกบัว)นิกายนี้เจริญขึ้นในอินเดีย นับแต่ศตวรรษที่ 10 เรื่อยมา นักบวชในนิกายนี้ ไม่เรียกว่าภิกษุ แต่เรียกว่า “สิทธะ” ต่อมาเกิดแตกแยกออกเป็นสองพวกใหญ่พวกแรก ทักษิณจารี พวกนี้ยังประพฤติธรรมวินัย ยังรักษาพรหมจรรย์พวกที่สอง วามจารี พวกนี้ไม่รักษาพรหมจรรย์ ลักษณะเป็นหมอผี อยู่ในป่าช้า ใช้หัวกะโหลกผีเป็นบาตร มีภาษาพูดลับเฉพาะ เรียก สนธยาภาษา ถือการเสพกามคุณเป็นการบรรลุวิโมกข์เกณฑ์ให้พระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์มี “ศักดิ” คือ “ชายาคู่บารมี” พระพุทธปฏิมาจึงมีรูปอุ้มกอดศักดิ์การบรรลุนิพพาน ต้องทำให้ธาตุชายธาตุหญิงมาสมานกัน ธาตุชายเป็นอุบาย ธาตุหญิงเป็นปรัชญา อุบายบวกปรัชญาได้ผลคือนิพพานพวกทักษิณจารี เข้าใจตีความเรื่องนี้ให้เป็นธรรมะ ถือว่าสัญลักษณ์เหล่านั้น จะถือเอาตรงตัวไม่ได้ คัมภีร์สนธนมาลา ของท่านอนังควัชระ สิทธาจารย์ท่านหนึ่งของพวกทักษิณจารีกล่าวว่า“สาธุ ควรได้รับการบำเรอจากสตรีเพศ เพื่อให้ได้เสวยมหามธุรา”ข้อความเช่นนี้เป็นสนธยาภาษา จะต้องไขความว่า สตรีเพศในที่นี้ท่านให้หมายเอาปัญญา สาธุ เป็นเพศชาย จะต้องสร้างอุบายเพื่อร่วมเป็นเอกีภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะได้นิพพานความเชื่อเรื่องนี้พวกวามจารี ตีความตามตัวอักษร “ผู้ใดมอบสตรีให้สิทธะ จะได้กุศลแรง”พวกวามจารียังบัญญัติอักษร ม.ห้าตัว มัทยะ (น้ำเมา) มางสะ (เนื้อ) มัตสยา (ปลา) มุทรา (ยั่วให้กำหนัด) และไมถุนะ (เสพเมถุน) ให้เป็นกรรมวิธีทางโยคะ โดยย้ำว่า สิทธะควรได้รับการบำรุงอภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสต์ สรุปสถานการณ์ของพุทธศาสนามหายานยุคนี้ว่า แม้มีภาวะที่เสื่อมโทรมเต็มที่ แต่ก็ยังมั่นคงอยู่ในตะวันออกของอินเดีย พระราชาแห่งราชวงศ์ปาละ (ต่อจากราชวงศ์คุปตะ) ของมคธ ก็ยังอุปถัมภ์ค้ำชูโดยมีมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา สอนลัทธิพุทธตันตระคู่กับมหาวิทยาลัยนาลันทาปลายพุทธศตวรรษที่ 17 กองทัพอิสลามบุกเข้าทำลายพุทธศาสนาในแคว้นมคธ และแคว้นอังคะ เผาสองมหาวิทยาลัย ฆ่าภิกษุ ถ้าไม่ฆ่าก็บังคับให้เข้ารีตถืออิสลามพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองต่อเนื่องมาถึง 1,700 ปี ก็ถึงแก่กาลวิปโยคสูญหายไปนับแต่นั้นอ่านมาถึงตอนนี้ ผมก็หายข้องใจเรื่องพุทธมหายานในพม่าในเขมร ใครมีลูกสาวอายุ 13 ต้องนิมนต์พระมาถวายพรหมจรรย์สามวันสามคืน รวมไปถึงปลุกเสกเลขยันต์ ที่วันนี้ยังลงหลักปักฐานมั่นคงในไทย เริ่มต้นจากอินเดียปลายราชวงศ์ปาละนี่เอง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม