นักการเมืองย้อนยุคที่กล้าใช้ความรุนแรง โดยไม่สนสายตาชาวบ้าน คือกระจกสะท้อนความล่มสลายของสังคมท้องถิ่นอย่างหนึ่ง ชี้ให้เห็นรอยร้าวลึกที่กัดเซาะสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สิ่งนี้มิใช่แค่เรื่องสันดานส่วนบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมอำนาจนิยม ระบอบอุปถัมภ์หยั่งรากลึก ยกย่องอำนาจเงินเหนือกฎหมายซึ่งสร้างความเสียหายต่อสังคมวงกว้าง ทั้งการล่มสลายของระบบยุติธรรม และสถาบันต่างๆในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง เมื่อนักการเมืองกร่าง ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ข้าราชการท้องถิ่น ตำรวจในภูธรถูกกดดัน บีบบังคับ หรือไม่ก็อาจถูกซื้อด้วยผลประโยชน์ตกเป็นเครื่องมือกลุ่มอิทธิพล กฎหมายหมดความศักดิ์สิทธิ์ คนในท้องถิ่นขาดที่พึ่งประชาธิปไตยถูกแช่แข็ง และอาจหยุดพัฒนาได้ เพราะความรุนแรงและการข่มขู่สร้างวัฒนธรรมแห่งความกลัว ประชาชนไม่กล้าตรวจสอบ ไม่กล้าวิพากษ์ วิจารณ์ ไม่กล้าแข่งขันทางการเมือง นำไปสู่การผูกขาดอำนาจ และการส่งต่อทายาททางการเมืองของกลุ่มบ้านใหญ่ เกิดการผูกขาดสัมปทาน และการทุจริตเชิงโครงสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ อาจปฏิเสธที่จะกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ทั้งนี้ หากเกิดพฤติกรรมกร่าง มีผู้หนึ่งผู้ใดใช้ความรุนแรงซ้ำๆ แต่กลับไม่เคยได้รับการลงโทษ จะกลายเป็นแบบอย่างอันตราย ที่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ซึมซับ และเข้าใจผิดว่าการมีอำนาจและการใช้กำลังเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นคนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้โอกาสที่ประชาชนไทยจะตกเป็นเบี้ยล่างของนักการเมืองผู้มีอิทธิพลน้อยลงกว่าในอดีตมาก เพราะแสงสว่างจากโซเชียลมีเดีย เป็นอาวุธเด็ดเปิดโปงความจริง ที่สำคัญเราต้องลงโทษผ่านคูหาเลือกตั้ง พร้อมใจกันสังคายนาค่านิยมพวกชอบใช้ความรุนแรง ไม่ลงคะแนนให้คนเหล่านั้นเข้าสู่อำนาจตัดหนทางมิให้คนไม่ดีสามารถเข้าถึงงบประมาณแผ่นดินได้ ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเลิกสยบยอมนักเลงการเมือง ประชาชนควรรวมตัวกันเป็นกลุ่มชุมชน เครือข่ายธรรมาภิบาลท้องถิ่น โดยอาจจะต้องมีการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม ให้มีความเข้มแข็งขึ้นมาเพื่อการตรวจสอบ เพราะการต่อสู้เพียงลำพังมีความเสี่ยงสูงร่วมกันสร้างวัฒนธรรมที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่าให้คนลำพองอำนาจมีที่ยืน ในระบอบประชา ธิปไตยนักการเมืองต้องรับใช้ประชาชน มิใช่เจ้านายชาวบ้าน ไม่ใช่นายเหนือหัวข้าราชการ ตำรวจ ทหารในพื้นที่ จึงอยู่ที่สองมือของคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนว่าจะส่งต่อประเทศให้ลูกหลานไทยในวันข้างหน้าแบบไหน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม