ปลายเดือน ก.ค. คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติไปพูดในงาน The INTANIA FORUM คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ว่า “ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน เพราะปัจจุบัน ธปท. ต้องดูดสภาพคล่องออกจากตลาดผ่านเครื่องมือต่างๆถึงวันละ 5–6 ล้านล้านบาท” ปัญหาคือ เงินทุน 75% ถูกจัดสรรไปให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SME ติดลบ 15 ไตรมาสต่อเนื่อง แม้แต่เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูงสุด 30% แรก ก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% และจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่ารายใหญ่ถึงเท่าตัว แนวทางแก้ปัญหาจะต้องมีเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรใหม่ให้แม่นยำขึ้นต่อมา ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไปกล่าวในพิธีเปิดงาน สัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อง “เฮ็ดการ เฮ็ดงาน อีสาน บ้านเฮา” ว่า ปัจจุบัน ธปท.ไม่ได้พิจารณาเฉพาะเศรษฐกิจมหภาคเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับจุลภาคด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับประชาชนและธุรกิจผู้ว่าการวิทัย พูดถึงเศรษฐกิจภาคอีสานว่า ถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง มีประชากร 1 ใน 3 ของประเทศ มีธุรกิจ SME ราว 22% ของประเทศ มีฐานการผลิตสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ (ครัวเรือนกว่าครึ่งเป็นเกษตรกร) และมีทำเลเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ภาคอีสานเผชิญกับโครงสร้างที่สะสมมานาน รายได้ครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น คือประมาณ 100,000 บาท เทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 260,000 บาท มี NPL ที่ 10% ขณะที่ภูมิภาคอื่นอยู่ที่ 3% การฟื้นตัวของธุรกิจในภาคอีสานจึงช้ากว่าภูมิภาคอื่น สินเชื่อขนาดใหญ่ในระบบ กลับมาเติบโตเป็นบวกประมาณ 4.8% แต่อีสานยังติดลบ 10%อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หมายความอีสานขาดศักยภาพ ประเด็นสำคัญ คือ จะเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้กลายเป็นผลผลิตและรายได้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนได้อย่างไรผู้ว่าการแบงก์ชาติกล่าวว่า ธปท.ในยุคนี้มุ่งลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยได้ออกโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหลายโครงการ แต่ปัญหาขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา อย่างโครงการ Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ปัจจุบันปล่อยสินเชื่อแล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยให้สินเชื่อ SME ที่ยังติดลบอยู่กลับมาเติบโตเป็นบวกได้ในปีหน้า หากโครงการประสบความสำเร็จ โดย ธปท.จะเสนอรัฐบาลให้ปรับปรุงกลไกค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจผ่าน บสย.ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกโครงการคือ Secure Plus ซึ่งใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ และมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การตรวจสอบของ ธปท.ผู้ว่าการวิทัย คาดว่า Credit Boost และ Secure Plus สองโครงการนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 130,000 ล้านบาท ภายในปีหน้า จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขหนี้รายย่อยวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ ปัจจุบันแก้ไขไปเกือบ 150,000 รายแล้ว และตั้งเป้าขยายผลต่อไปในปีหน้า ผู้ว่าการวิทัย ย้ำว่า ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งแบงก์ชาติ แรงงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ต้องมีการเพิ่มผลผลิต ปรับวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้า เกษตรกรไม่สามารถผลิตแบบเดิมต่อไปได้ เพราะต้นทุนจะสูงกว่าคู่แข่ง และรูปแบบการทำงานแบบเดิม ทำนาแล้วเข้าโรงงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว จะทำให้ยากขึ้นผมเห็นด้วยกับผู้ว่าการแบงก์ชาติครับ ภาคอีสานมีศักยภาพในการผลิต มีประชากรมากที่สุดในประเทศ ประเด็นสำคัญคือ กระทรวงที่รับผิดชอบแต่ละภาคส่วน ต้องลงไปช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้หลุดพื้นจากวงจรการผลิตที่ล้าหลังแบบเดิมและอีกประเด็นสำคัญที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้อง “ปลดล็อก” ให้ได้ ก็คือ ปัญหาธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้กับ SME และ คิดดอกเบี้ย SME แพงกว่ารายใหญ่เท่าตัว ประเด็นนี้ผมคิดว่า ธปท.สามารถปรับเกณฑ์เครดิตเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ SME ได้ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการปล่อยสินเชื่อให้กับ SME ได้อย่างแน่นอน เพื่อให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม