กรณี โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบิน ดอนเมือง- สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เป็นการร่วมทุนระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย กับ บริษัทเอเชีย เอราวัน หรือ กลุ่มซีพี ลงนาม เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2561 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 1 ซึ่งเผอิญว่าเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้มีผลเป็นข้ออ้างในการเริ่มงานล่าช้าและบริษัทคู่สัญญาได้ขอให้รัฐมีมาตรการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วยปรากฏว่า การเจรจาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2 ไม่จบมาจนถึงรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ก็ไม่จบ รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นำเรื่องเข้า ครม.เห็นชอบหลักการแก้ไขสัญญาเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2567 จนกระทั่ง รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 1 เห็นว่า การแก้ไขสัญญาเป็นการขัดหลักการ PPP (การจัดการที่ภาคเอกชนจัดหาสินทรัพย์และบริการใน 2 ลักษณะคือการให้บริการและการลงทุนโดยเอกชน และการโอนความเสี่ยงที่สำคัญจากรัฐบาลไปสู่เอกชน เป็นหลักการดำเนินโครงการภาครัฐที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานโครงสร้างพื้นฐาน หรือการให้บริการสาธารณะ โดยเอกชนเป็นผู้จัดหาและสนับสนุนเงินทุน)เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการหารือร่วมทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ประกอบด้วย การรถไฟ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECO และคู่สัญญาคือ บริษัทเอเชีย เอราวัน ได้ข้อสรุปว่า ให้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกฯอนุทินเป็นประธาน หาแนวทางแก้ไขสัญญาให้เป็นไปตามมติ กพอ.เดิมที่จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขต่อไป และจะนำเรื่องเข้าสู่ ครม.เพื่ออนุมติแก้ไขหลักการ และนำไปสู่การลงนามร่วมทุนฉบับใหม่ หรือแนวทางการสิ้นสุดสัญญาที่จะต้องกลับไปดูข้อกฎหมายว่าทำได้แค่ไหนปัญหาใหญ่อยู่ที่ แหล่งทุน เนื่องจากสถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นและมองว่าโครงการนี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป และหากไม่มีการแก้ไขสัญญาเดิม โครงการอาจไปต่อไม่ได้อันเป็นเหตุให้สิ้นสุดสัญญาร่วมทุน ซึ่งทางผู้บริหารกลุ่มซีพีได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีการขอยกเลิกสัญญาทันที ขึ้นอยู่กับทางภาครัฐจะยอมแก้สัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าอย่างไร โดยการรถไฟได้ยืนยันว่า จะมีการนำเสนอ กพอ.ตามขั้นตอนจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน คาดว่าจะเสนอได้ประมาณเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้อย่างไรก็ตาม รฟท.ได้เตรียมทางออกไว้ในกรณีที่ต้องสิ้นสุดสัญญา ได้แก่ ปรับแผนนำโครงการรถไฟทางคู่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมาทดแทน รวมทั้งเร่งหาทางออกการบริหารการเดินรถไฟแอร์พอร์ต ลิงก์ ไม่ให้รับผลกระทบกับด้านบริการ สำหรับกรณีเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาได้จะประกอบด้วย เมื่อครบกำหนดอายุสัมปทาน 50 ปี ปัญหาการส่งมอบพื้นที่ไม่เรียบร้อยออกหนังสือเริ่มงานไม่ได้ เหตุสุดวิสัยที่มีผลต่อโครงการ ความผิดที่เกิดจากเอกชนหรือภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐ สรุปว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับภาครัฐจะไปต่อหรือพอแค่นี้ รวมทั้งผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าของโครงการ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ โครงการใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม