แบงก์ชาติเดินหน้าคุมเข้ม “เงินเทา” ที่ยังหลั่งไหลเข้ามา “ฟอกขาว” ในประเทศไทย เพราะไทยไม่มีกฎหมายควบคุมเงินเทา ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของนักฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ก่อนหน้านี้ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกระเบียบ ควบคุมการเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบและสอบถามถึงวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน ส่งผลให้การเบิกถอนเงินสดเกินครั้งละ 5 ล้านบาทลดลงเกือบครึ่งล่าสุด ผู้ว่าการวิทัย ไปเปิดเผยในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ในหัวข้อเรื่อง “นโยบายการเงินไทยรับมือสงครามและวิกฤติการเงินโลก” ว่า จะยกระดับมาตรการสกัดเงินทุนเทาให้เข้มข้นขึ้นผู้ว่าการวิทัย ระบุว่า ในเดือนตุลาคมนี้ ธนาคารแห่งประเทศ ไทย จะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทา จากการ จำกัดการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ไปสู่ “การจำกัดการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท” ผู้ฝากจะต้องรายงานที่มาของเงินสดว่า ได้มาจากไหน อย่างไร รวมทั้งการแลกเงินสดจำนวนมาก เช่น นำแบงก์ 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท มาแลกเป็นแบงก์ 500 หรือแบงก์ 100 ผู้แลกจะต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องแลกเงินสดจำนวนมากเช่นนี้ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ชัดเจนคือเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทา หรือ การทำอะไรที่ไม่พึงประสงค์ อย่างการคอร์รัปชันหรืออะไรก็แล้วแต่ เราไม่ประสงค์ให้สถาบันการเงินที่อยู่ในกำกับของเราเป็นช่องทาง หรือเป็นส่วนที่เข้ามาส่งเสริมพวกนี้ จึงมีการออกแบบมาตรการต่อเนื่องแม้จะเป็นมาตรการที่ค่อนข้างเบา แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยวันนี้ “ทุนเทา” และ “เงินเทาเงินดำ” จากทั่วโลกกำลังหลั่งไหลเข้ามาเมืองไทยในหลากหลายรูปแบบ จนทำให้ “เศรษฐกิจใต้ดินของประเทศไทย” มีขนาดใหญ่เกือบ 50% ของจีดีพีเลยทีเดียว แต่ไม่เคยเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย มีแต่มนุษย์เงินเดือน 4 ล้านกว่าคนที่เสียภาษีเงินได้ให้กับรัฐบาลทุกปี สินทรัพย์ที่ใช้ฟอกเงินกันง่ายที่สุดก็คือ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์หรู ไปจนถึง รถยนต์หรู เช่น ใช้เงินสดไปซื้อบ้านหรือคอนโดหรูหลังละ 40—50 ล้านบาท 100—200 ล้านบาท แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสดออกมาอีกทอด ก็กลายเป็นเงินสะอาดไปทันที และทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยมีโครงการบ้านจัดสรรให้ความร่วมมือ บ้านบางหลังมีราคา 1,000—2,000 ล้านบาท เลยทีเดียวการฟอกเงินในเมืองไทย ทำได้อย่างเสรีไร้ขีดจำกัดจริงๆเมื่อเทียบกับ สิงคโปร์ เพื่อนบ้านไทย ประเทศสิงคโปร์เจริญรุ่งเรือง เพราะไม่รับเงินสกปรกแม้แต่เซ็นต์เดียว ชาวต่างชาติที่จะไปซื้อบ้านหรือคอนโดในสิงคโปร์ ต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์ที่ไปซื้อบ้านที่สิงคโปร์ จะซื้อไปเพื่ออะไร ต้องมีคำตอบชัดเจน ถ้ามีเหตุผลถึงจะอนุญาตให้ซื้อได้ และที่สำคัญที่สุดผู้ซื้อต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนถึงที่มาของเงินที่ใช้ซื้อคอนโดมิเนียม เป็นเงินที่ได้มาโดยสุจริตจริง ไม่ใช่เงินสกปรกผิดกฎหมายหรือทุจริตคอร์รัปชันมา แต่ในประเทศไทยใช้เงินสดซื้อบ้านซื้อคอนโดร้อยล้านพันล้านได้อย่างสบาย ไม่มีการตรวจสอบ โครงการจัดสรรก็ชอบ รับเงินสดอาจไม่บันทึกเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีก็ได้ผมจึงเห็นด้วยและสนับสนุนมาตรการตรวจสอบของ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการตรวจสอบวัตถุประสงค์ของการถอนเงินสดและฝากเงินสดก้อนโต ถึงที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันเงินเทาและเงินคอร์รัปชันผมเคยเขียนเล่าในคอลัมน์นี้หลายครั้ง ยุโรปมีกฎหมายควบคุมการใช้เงินสดที่เข้มงวดมาก แม้แต่การซื้อสินค้าทั่วไปหรือสินค้าแบรนด์เนม ก็ห้ามใช้เงินสดเกิน 2,000 ยูโรเด็ดขาด ถ้าสินค้ามีราคาเกิน 2 พันยูโร เงินส่วนที่เกินจาก 2 พันยูโร ต้องจ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือจ่ายเป็นเช็ค เพื่อให้ทางการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นเงินที่ได้มาโดยสุจริต และมีการเสียภาษีเงินได้แล้ว มีแต่ “ไทยแลนด์โอนลี่” ที่เงินสดซื้อได้ทุกอย่าง ตั้งแต่บ้านคอนโดไปจนถึงนโยบายและความอยุติธรรม.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม