เวลาพูดถึงอีสานบ้านเฮา หลายคนอาจติดภาพความแห้งแล้ง ดินแตกแดดเปรี้ยง ต้องดิ้นรนสู้ชีวิตกันตาตั้ง แต่ถ้าเข้าไปสัมผัสจริงๆจะพบว่าอีสานวันนี้มีป่าชุมชนเป็นขุมทรัพย์สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ และมีชุมชนเข้มแข็งที่รู้จักพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด เช่น “ป่าดงใหญ่” ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ที่นี่ไม่ใช่ แค่ป่าอนุรักษ์ แต่เป็น “ซุปเปอร์มาร์เกตธรรมชาติ” ของชุมชน มีทั้งไข่มดแดง แมงแคง หน่อไม้ เห็ด ผักพื้นถิ่น และของป่าตามฤดูกาล เอาไว้ให้เก็บกินกันในบ้าน สร้างรายได้เล็กๆน้อยๆให้ครอบครัว และเป็นวิถีชีวิตของคนทั้งตำบลที่ผูกพันกับป่ามาหลายชั่วอายุคนภาครัฐพยายามส่งเสริมเรื่องคนอยู่กับป่า แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคลาสสิกคือ จะทำอย่างไรให้คนเฝ้าป่าอิ่มท้อง มีกินมีใช้ มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะถ้าปากแห้งท้องว่างย่อมไม่มีแรงไปเดินลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่าไม้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด จากประสบการณ์ทำงานที่ดอยตุงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การปลูกป่าอย่างเดียวไม่พอ ต้องปลูกคนควบคู่ไปด้วย ถ้าไม่แก้ปัญหาปากท้อง ป่าก็ยากจะอยู่รอดในระยะยาว จากแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” เกือบ 40 ปี จึงนำองค์ความรู้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯมาขยายสู่ป่าชุมชนผ่าน โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ ปี 2563 โดยจับมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุนชน ผ่าน 2 กองทุนสำคัญ คือ กองทุนดูแลป่า และ กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญไม่ได้ให้ชาวบ้านดูแลป่าเพียงเพราะเป็นหน้าที่ แต่ทำให้การดูแลป่ามีระบบ มีงบประมาณ มีเป้าหมาย และมีผลตอบแทนสำหรับป่าชุมชนอำนาจเจริญแห่งนี้ได้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตฯเมื่อปี 2566 มีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจก (T-VER) 12,645 ไร่เศษ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน ตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมเข้าสู่ระบบทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิต 11,275 ตันคาร์บอนฯสิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขเหล่านี้คือ หลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว คนในชุมชนมีหน้าที่ชัดขึ้น การดูแลป่ามีแผนมากขึ้น พื้นที่เสียหายจากไฟป่าลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือแค่ 1.18% ในปี 2568 เท่ากับไฟป่าลดลงเกือบ 90% และยังมีเงินจากกองทุนมาสนับสนุนมากขึ้น ช่วยเพิ่มกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างที่รอคาร์บอนเครดิต เช่น การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม การผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์ต้องขอบคุณภาคเอกชนจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่เข้ามาร่วมลงขันสนับสนุน ในวันที่เศรษฐกิจไม่ดี มีเอกชนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มชะลอการลงทุนแก้ปัญหาโลกร้อน เพราะมองว่าทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่ก็มียักษ์ใหญ่หลายเจ้าที่มองอนาคตระยะยาว ภัยแล้ง ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม ไม่ได้รอให้เศรษฐกิจดีก่อนแล้วค่อยถล่ม หากวันหนึ่งห่วงโซ่อุปทานสะดุด ชุมชนฐานการผลิตอ่อนแอลง ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อแก้ปัญหาอาจสูงกว่าการเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้หลายเท่านอกจากนี้ชาวตำบลสร้างถ่อน้อยกำลังต่อยอดไปสู่ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการเรียนรู้ด้านความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Village to the World Season 5 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้วิธีวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต ได้เห็นเส้นทางป่าที่พัฒนามาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ ได้นั่งรถซาเล้งชมป่า ลองทำผ้าพิมพ์ลายสีธรรมชาติ (Eco print) แวะเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ ล่องเรือชื่นชมธรรมชาติที่ลำเซบาย เปิดมุมมองอีสานที่คนจำนวนมากอาจยังไม่เคยเห็นสูตรความยั่งยืนจากดอยตุงสู่อีสานในครั้งนี้น่าจะเป็นคำตอบ ของ การดูแลป่าชุมชนไทยในวันที่โลกต้องการทั้งการลดคาร์บอน การอนุรักษ์รักษาธรรมชาติ และการพัฒนาคนไปพร้อมกัน.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม