คอลัมน์วันนี้ “มิสเตอร์พี” ได้แรงบันดาลใจมาจากการได้ร่วม โครงการส่งเสริมสุขภาพ “ECONMASS FIT HERO#3” ซึ่งสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้ร่วมกับ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส., เครือข่ายคนไทยไร้พุง และมูลนิธิโรงพยาบาลลาดพร้าวเนื่องจาก “นักข่าว” เป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำงานหนัก ทำงานไม่เป็นเวลา กินนอนไม่เป็นเวลา แถมยังมีความเครียดสูง ทำให้มีอัตราการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมอง รวมถึงโรงมะเร็งสูง ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่แต่นักข่าว จากสถิติพบว่า คนไทยเป็นโรค NCDs มากขึ้นทุกปี และโรคเหล่านี้ป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการทานอาหาร และการขยับตัวมากขึ้นวิธีที่ทาง สสส.มาสอนนั้น ไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย แค่ลุกมาขยับตัวทุกๆ 2 ชั่วโมง และเดินให้มากขึ้น โดยการเดินเพิ่มทุกๆ 2,000 ก้าวต่อวัน จะลดโอกาสการเป็นโรค NCDs เพิ่มได้ 10% และการเดินที่ได้ประโยชน์สูงสุดอยู่ที่ 10,000 ก้าวต่อวัน แต่หากเราเดินได้ 25,000 ก้าวต่อวัน ติดต่อกัน 10 วัน น้ำหนักจะลดลง 1 กิโลกรัม (กก.)กลับมาที่หัวคอลัมน์ของเราในวันนี้ “ลดค่าใช้จ่ายด้วยการเลือกกิน” หลังจากที่ได้ฟังความรู้จาก สสส.แล้ว “มิสเตอร์พี” รู้สึกได้ว่า แต่ละมื้ออาหารที่เราทานเกินความจำเป็นไปมาก และอาหารที่เกินความจำเป็นนั้น นอกจากจะเหลือสะสมเป็น “ความอ้วน” แล้ว ยังเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอีกด้วยซึ่งตามแนวทางการกินอาหาร “จานสุขภาพ” 2:1:1 หรือในจานจะต้องมีผัก 2 ส่วน ข้าว หรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์หรือโปรตีนประเภทอื่น 1 ส่วนนั้น ข้าว 1 ส่วนที่เราต้องการอยู่ที่ข้าวสวย 1 ทัพพี ข้าวเหนียว 1 ห่อเล็ก และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน อยู่ที่ประมาณ 6 ช้อนโต๊ะต่อมื้อเท่านั้น ขณะที่ยังมีสูตร 6:6:1 น้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน แสดงว่าที่ผ่านมา บุฟเฟต์ สุกี้ ชาบู ปิ้งย่าง ที่เราชอบกันนั้น เกินความต้องการของร่างกายไปมาก รวมทั้งอาจจะต้องบอกลาฟาสต์ฟู้ด ไก่ทอด หมูทอด เนื้อทอดเจ้าดังที่มีน้ำมันส่วนเกินที่สำคัญกว่า คือ บรรดาขนมเค้ก เบเกอรี และน้ำชื่นใจทั้งหลาย ทั้งมอคค่า ลาเต้ คาปูชิโน่ ชานมไต้หวันเย็นๆ เป็นอีกส่วนที่พาให้สัดส่วนน้ำตาลและไขมันเราเกินพิกัด ยิ่งบางคนดื่มทั้งเช้าทั้งบ่ายวันละ 2-3 แก้ว ขอให้ลดลงเหลือสัก 3 แก้วต่อสัปดาห์ และเปลี่ยนเป็นกาแฟ ชาที่ไม่ใส่น้ำตาลขณะที่บางราย กินกาแฟแค่เช้า บ่ายเป็นน้ำผลไม้ เรื่องนี้เป็นอีกความเข้าใจผิด เพราะน้ำผลไม้ 1 แก้วให้น้ำตาลสูงมาก เนื่องจากใช้จำนวนผลไม้สูง 2-3 ลูกต่อแก้ว บางร้านเติมน้ำตาล น้ำผึ้งเพิ่ม แนะนำว่าให้ทานผลไม้สดในปริมาณไม่เกิน 2 ลูกต่อวัน สำหรับผลไม้ลูกเล็ก เช่น ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่งลูกเล็กๆ หรือประมาณ 1 ถุงที่เราซื้อตามรถเข็นหากเราทำตามสูตรนี้ได้ จะลดจำนวนแคลอรีได้ 300–500 แคลอรีต่อวัน ลดน้ำหนักได้ 1–3 กก.ต่อเดือน ขณะที่ยังช่วยลดค่าอาหารที่เกินความต้องการ และในอนาคตยังลดค่าใช้จ่ายการรักษาโรค NCDs ที่อยู่ที่ 20,000–25,000 บาทต่อเดือนได้อีกด้วย.มิสเตอร์พีคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม