เด็กรุ่นเบบี้บูมก็รุ่นผม ต้องท่องสูตรคูณถึงแม่ 12 มาถึงเด็กรุ่นลูกเมื่อเครื่องคิดเลขมา...ก็ท่องสูตรกันไม่เป็น เด็กรุ่นหลานยิ่งล้ำหน้า เมื่อระบบโซเชียลมา ค้นหาข้อมูลจาก “อากู๋” หรือ “กูเกิล”มาถึงวันนี้ วันที่ทั้งโลกกำลังเห่อเอไอ...จะคิดจะเขียนหนังสือ จะแต่งเพลง หรือทำหนัง...ยอมรับกันแล้วว่ากว่าครึ่งใช้เอไอ ในมิติหนึ่งที่คนแก่รุ่นท่องสูตรคูณกำลังระทดท้อห่อเหี่ยวว่า กำลังจะถูกผลักไสให้ “หลุดโลก”อีกมุมหนึ่ง คนแก่ก็อดเป็นห่วงบ่วงใยไม่ได้ เด็กๆในยุคเอไอ จะโตเป็นผู้ใหญ่ ที่คิดอะไรไม่เป็นในระหว่างที่ยังคิดหาทางออก...ไม่ได้ ผมเจอเรื่องความแตกต่างของรูปหล่อสามชิ้นในหนังสือเรื่องคมๆความหมายชวนคิด (สุริยเทพ ไชยมงคล เขียน อินสไปร์ เครือนานมี พิมพ์ พ.ศ.2553) ให้แง่คิดน่าสนใจ ลองอ่านกันดูครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้หยิ่งยโสพระองค์หนึ่ง ทรงเผลอคิดว่า พระราชาบ้านเมืองข้างเคียงมีสติปัญญาเทียบพระองค์ไม่ได้ แต่เพื่อความแน่ใจทรงคิดวิธีวัดปัญญาขึ้นมาทรงสั่งให้ช่างฝีมือหล่อรูปทองคำสามชิ้นส่งไปให้พระราชาเพื่อนบ้าน โดยมีคำถามตามว่า “ชิ้นไหนมีค่าที่สุด”โจทย์ดูเหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงยาก เพราะรูปหล่อทองคำสามชิ้นนั้น หล่องดงามเรียบร้อยเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว น้ำหนักก็เท่ากันเป๊ะทุกกษัตริย์เพื่อนบ้านต่างก็ให้ขุนนางช่วยกันดู ทุกบ้านเมืองไม่มีคนเห็นความแตกต่างของรูปหล่อทองคำสามชิ้นนั้นเลยบ้านเมืองหนึ่ง ในขณะที่พวกขุนนางกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวด ที่หาความแตกต่างไม่ได้ ทาสสาวคนหนึ่งที่รับใช้อยู่ใกล้ๆ เสนอหน้าเข้ามาอาสาชื่อชั้นทาสสาวแตกต่างจากขุนนางมาก แต่กษัตริย์พระนครนั้น กลับทรงเห็นความสำคัญ อนุญาตให้นางเข้าไปพิจารณารูปหล่อทองคำ เธอลูบๆคลำๆอยู่ครู่ใหญ่ก็พบจุดสะดุดใจ มีรูเล็กๆรูปหล่อสามชิ้นนั้นในหูข้างหนึ่งแค่เจอรูในหูรูปหล่อก็ทำให้กษัตริย์ และพวกขุนนางฮือฮาแล้ว ทาสสาวก็ยังสร้างความประหลาดใจต่อไป เธอเอาน้ำมาหยอดในรูหูรูปหล่อเหล่านั้นแล้วเธอก็พบว่า รูปหล่อที่ 1 มีน้ำไหลออกทางปาก รูปหล่อที่สองน้ำไหลออกทางหู และรูปหล่อที่สามน้ำไหลออกทางสะดือ เห็นดังนั้น ทาสสาวไตร่ตรองอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วกราบทูลพระราชา“ขอเดชะฝ่าบาท รูปหล่อที่ 1 น้ำไหลออกทางปาก มีคนพวกหนึ่งได้ยินเรื่องอะไรแล้วก็พูดออกทันทีรูปหล่อที่ 2 น้ำไหลออกทางหู คนประเภทนี้ ได้ยินทางหูขวา แล้วก็ทะลุออกหูซ้าย แสดงว่าคิดอะไรไม่เป็นส่วนรูปหล่อที่ 3 น้ำไหลออกทางสะดือ คนพวกนี้เมื่อมีคนนำเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟัง เขาจะไตร่ตรองละเอียดรอบคอบ ก่อนจะพูดออกมา”ทาสสาวกราบทูลถึงตรงนี้ แล้วสรุป “ฝ่าบาทคงสามารถตัดสินพระทัยได้ รูปหล่อชิ้นไหนมีค่าที่สุด”เรื่องคมๆจบแค่นี้ คำอธิบายความหมายชวนคิด ในโลกยุคเอไอจึงน่าจะมีว่า...กระบวนการใช้ปัญญา เจอปัญหาแล้วคิดใคร่ครวญหาคำตอบนั้น เป็นธรรมดาวิสัยของมนุษยชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์หากเด็กๆที่เติบโตมาในยุคเอไอ...ทุกเรื่องที่ต้องคิดวิเคราะห์...ใช้เอไอ...เหมือนพวกขุนนางเรื่องเล่า ที่มองความแตกต่างรูปหล่อสามชิ้นไม่ออก แต่ทาสสาวสถานะทางสังคมต่ำต้อย กลับใช้ปัญญาของสามัญมนุษย์มองออก ตีโจทย์ที่ว่ายากแสนยาก “แตก”ผมสรุปจากคนแก่หลุดโลก จึงมีว่าหากลูกหลานเหลนที่กำลังเกิดตามมาเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ คิดอะไรไม่เป็น โลกวันนั้น จะพิกลพิการปานไหน...ท่านผู้นำรุ่นนี้ คิดล่วงหน้ากันไว้บ้างหรือยัง?กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม