เสียงถกเถียงเรื่อง “วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcus)” โดยเฉพาะวัคซีนกลุ่ม PCV ในผู้สูงอายุ มักวนอยู่ในคำถามเดิมๆ...“ควรฉีดหรือไม่ควรฉีด”...“ฉีดแล้วทำไมยังป่วยหนัก ยังติดเชื้อในกระแสเลือด”แต่ถ้ายังตั้งคำถามแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยอาจได้คำตอบที่ “ไม่พาไปข้างหน้า” และไม่ช่วยให้คนไข้ไทยในห้อง ICU รุ่นต่อไปได้ประโยชน์สูงสุดเพราะความจริงของวัคซีนชนิดนี้...ซับซ้อนกว่าคำว่า ฉีดหรือไม่ฉีดประเด็นสำคัญมีว่าเราต้องคิดไปข้างหน้า...วัคซีนปอดอักเสบกับโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องตอบด้วย “ข้อมูลของเราเอง”...“วัคซีนไม่ได้ล้มเหลว แต่ธรรมชาติของเชื้อไม่เคยหยุดนิ่ง”ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดประเด็น พร้อมย้ำว่า เราต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า...วัคซีน PCV ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัด “เชื้อนิวโมค็อกคัสทุกตัวบนโลก”แต่ทำหน้าที่ลดโรครุนแรงจาก เชื้อสายพันธุ์ (serotype) ที่บรรจุอยู่ในวัคซีนดังนั้น การพบผู้ป่วยที่ “ฉีดแล้วแต่ยังปอดบวมรุนแรง ติดเชื้อเข้ากระแสเลือด หรือเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ” ไม่ใช่หลักฐานว่าวัคซีนไม่ทำงานแต่บ่อยครั้งคือโรคที่เกิดจากเชื้อที่วัคซีนไม่ครอบคลุม (non–vaccine serotype)...นี่คือกลไกที่เรียกว่า serotype replacementเมื่อเชื้อกลุ่มหนึ่งลดลง อีกกลุ่มหนึ่งอาจเข้ามาแทนที่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “ข้อมูล ICU” จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยที่มีคุณค่ามหาศาล “หมอดื้อ” มองว่า ไทยไม่ควรถามแค่ว่า “องค์กรนานาชาติแนะนำอะไร” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยข้อมูลของเราเองว่า...เชื้อที่วัคซีนครอบคลุม (VT-IPD) ลดลงจริงแค่ไหนในผู้สูงอายุไทย... เชื้อที่วัคซีนไม่ครอบคลุม (NVT-IPD) เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้ป่วยหนักและ...สายพันธุ์ใดคือ “ตัวการเสียชีวิตจริง” ในบริบทประเทศไทยข้อมูลในไทยชี้ชัดว่า...ก่อนมีการใช้วัคซีนอย่างแพร่หลายเสียอีก เชื้อ invasive ในผู้ใหญ่กว่า ประมาณ 40% ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ PCV13 ครอบคลุม นั่นหมายความว่า วัคซีนไม่เคยครอบคลุมทั้งหมดตั้งแต่ต้นขณะเดียวกัน งานวิจัยจริงในประเทศไทยจากศิริราช (ข้อมูลปี 2014–2024) ก็พบสัญญาณเชิงบวกวัคซีน PCV13 ลดโรคปอดติดเชื้อนิวโมค็อกคัสที่ยืนยันเชื้อได้จริง ประสิทธิผลราว 73% ในโลกแห่งความเป็นจริง...นี่คือภาพสองด้านที่ต้อง “มองพร้อมกัน”นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องขบคิด นำไปสู่การเปลี่ยนกรอบคิดใหม่จาก “ฉีดหรือไม่ฉีด” เป็น “ฉีดอย่างไรให้เหมาะกับไทย” และนำไปสู่คำถามสำคัญที่ควรถามต่อไปว่าไทยควรใช้วัคซีน valency ใด?...ใครควรได้ PCV เข็มเดียว ใครควรได้ PCV ร่วมกับ PPSV23...นโยบายควรอิงข้อแนะนำต่างประเทศ หรือปรับตามชนิดเชื้อที่ระบาดจริงในไทย?คำตอบอาจไม่ใช่สูตรเดียวสำหรับทุกคน แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ยืดหยุ่นตามนิเวศวิทยา (ecology) ของเชื้อในประเทศศ.นพ.ธีระวัฒน์ ย้ำว่า เลิกอภิปรายแบบไบนารี สองด้าน...หนึ่งกับศูนย์เท่านั้น ไม่ควรมีฝ่าย... “วัคซีนดีเท่ากับต้องฉีด ทุกคน ห้ามตั้งคำถาม” หรือ...“มีความก้าวหน้าเท่ากับวัคซีนไม่ดี” แต่ควรมีกรอบเดียวคือวัคซีนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ต้องถูกประเมินและปรับตามข้อมูลจริงเสมอสิ่งที่ต้องทำให้มีความ “งดงามมาก” ในประเทศไทย คือไม่ได้ต่อต้านวัคซีน ไม่ปฏิเสธหลักฐานสากล แต่ยืนยันว่าประเทศไทยควรมีปัญญาของตนเอง (local evidence) และตั้งคำถามจากคนไข้จริงที่เสียชีวิตหรือเกือบเสียชีวิต นี่คือท่าทีของนักวิชาการและแพทย์ที่ “รับผิดชอบต่อสังคม” อย่างแท้จริง“ไม่ปะทะ–ไม่กล่าวโทษ–ไม่แบ่งขั้ว”ยืนหนึ่งให้ตรงกันว่า...ประเทศไทยไม่ควรตกอยู่ในสองขั้วสุดโต่ง...แต่ให้เห็นตรงกันว่าวัคซีนคือ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ความเชื่อ เครื่องมือที่ดีต้องถูกประเมิน ปรับและอัปเดตตามข้อมูลจริงเสมอ...“การตั้งคำถามจากคนไข้ที่เสียชีวิตจริง จากเชื้อที่พบจริง ไม่ใช่การต่อต้านวัคซีน แต่คือความรับผิดชอบต่อสังคม”การเฝ้าระวังเชื้อในผู้ป่วยหนัก การตรวจชนิด serotype (จำแนกชนิดสายพันธุ์ย่อยของจุลินทรีย์แบคทีเรียหรือไวรัส โดยอาศัยปฏิกิริยาทางเซรุ่มวิทยาตรวจหาแอนติเจน) อย่างเป็นระบบ และการนำข้อมูลเหล่านี้ไปอัปเดตความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ คือหนทางที่จะทำให้การถกเถียง “จบด้วยปัญญา ไม่ใช่อารมณ์”เพราะเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่การชนะการถกเถียง แต่คือการทำให้คนไทยที่นอนอยู่ใน ICU วันข้างหน้า มีโอกาสรอดมากขึ้น...จริงๆถึงตรงนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ขอเสนอข้อสรุปเชิงนโยบายชั่วคราว ควรพูดอย่างไร? เอาไว้ว่า หนึ่ง...ไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่า “ฉีดแล้วต้องกัน sepsis...ภาวะติดเชื้อได้หมด” (เพราะ VT-specific)ความจริงคือ “วัคซีนมีหลักฐานลด VT–IPD และมี herd ต่อ VT เมื่อ coverage เด็กสูง”พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆก็คือ “เมื่อเราฉีดวัคซีนให้เด็กๆเป็นจำนวนมากพอ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการป่วยรุนแรงในตัวเด็กที่ฉีดเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างเกราะป้องกันไปถึงคนรอบข้าง ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายยากขึ้น จนแม้แต่คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนก็พลอยปลอดภัยไปด้วย”และท้ายที่สุด...การติดตามผลข้างเคียงของวัคซีนในทุกระยะ ตั้งแต่ฉีดไปจนถึงระยะยาวเป็นปี เนื่องจากสิ่งที่อยู่ในเนื้อของวัคซีนและสิ่งที่ปะปนอยู่ในวัคซีน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม