สถานการณ์การผลิตสับปะรดปัตตาเวีย ปี 2566 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งประเทศรวม 430,958 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมา 19,642 ไร่ หรือร้อยละ 4.36เนื่องจากเกษตรกรลดพื้นที่ปลูก จากปัญหาต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยและสารเคมี และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบางพื้นที่ ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา ทุเรียน และมะพร้าว และในบางพื้นที่ปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากราคามันในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดีและยังใช้ปุ๋ยเคมีน้อยกว่าส่งผลให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 1.65 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 0.09 ล้านตัน หรือร้อยละ 5.17 ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศ 3,831 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 0.88 เนื่องจากเกษตรกรลดการใส่ปุ๋ย เพราะราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นอย่างมากทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตออกมากที่สุดช่วง เม.ย.–มิ.ย. ร้อยละ 38.30 และช่วง ต.ค.–ธ.ค. ร้อยละ 24เนื่องจากเกษตรกรนิยมขายผลผลิตสับปะรดปัตตาเวียเข้าโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก บางส่วนขายเป็นผลสดเพื่อการบริโภค ล่าสุดจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 ได้เห็นชอบแผนพัฒนาด้านสับปะรด พ.ศ.2566-2570 กำหนดวิสัยทัศน์ “ศูนย์กลางระดับโลกในการผลิต แปรรูป และสร้างคุณค่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจากสับปะรดอย่างยั่งยืน”มี 4 เป้าหมายสำคัญ 1) พื้นที่ปลูกที่ได้รับการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากนโยบายภาครัฐ โดยระบบน้ำ, GAP และปรับพื้นที่ตาม Agri-map เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 ต่อปี จนถึงปี 2570 2) ผลิตภาพการผลิต (Productivity) ในอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรดเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี 3) มูลค่าการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด เพิ่มขึ้นเป็น 25,530 ล้านบาท ในปี 2570 และ 4) รายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด เพิ่มขึ้นเป็น 422,070 บาท/ปี ในปี 2570.สะ–เล–เต