ปัจจุบันบ้านเราประสบปัญหาภาวการณ์แข่งขัน ที่มีข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการควบคุมสินค้าให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะขณะนี้มีการหยิบยกประเด็นสินค้าไทยต้องปลอดเชื้อโควิด 100%ดังนั้น แนวทางที่จะพัฒนาภาคเกษตร โดยเฉพาะทุเรียน ที่มีความต้องการในตลาดสูง จึงต้องพัฒนาทั้งระบบด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งภาควิชาการ ภาครัฐ จังหวัด เกษตรกร ภาคเอกชน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นไปที่การผลิตของพรีเมียมที่ได้ราคาสูง จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ อำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรสามารถเข้าถึงได้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงสนับสนุนทุนวิจัย โครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” โดยมี รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย ภายใต้กรอบการวิจัยหลักการเพิ่มผลผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนางานวิจัยต่อยอดเป็น knowledge platform ที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ในการเพิ่มคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้แรงงานด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งทีมวิจัยได้รวบรวมมานานกว่า 25 ปี “ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่ศึกษาวงจรของทุเรียนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบในการนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาผสานกับการปลูกทุเรียนให้ได้ตามมาตรฐานจีเอพี ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล ให้เกษตรกรสามารถกรอกข้อมูลผ่านการพูดผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้สามารถประเมินสถานะของแปลงปลูกพืชในด้านต่างๆ รวมไปถึงการประเมินการใช้สารเคมี ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และการปรับฮอร์โมนให้เหมาะสมกับพืชที่ผลิต พร้อมทั้งระบบตรวจติดตามสภาพแปลงปลูกพืชแบบเรียลไทม์ ทำให้ได้ทุเรียนคุณภาพเกรดพรีเมียม จนสามารถขายราคาหน้าสวนได้ถึง กก.ละ 200 บาท ต่างจากสวนอื่นที่บางครั้งได้ไม่ถึง กก.ละ 100 บาทด้วยซ้ำ”วิชชิระ สิทธิสาร เจ้าของสวนทุเรียนพุทธรักษา ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เล่าถึงการก้าวเข้ามาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม...เริ่มแรกทีมวิจัยได้จำลองธรรมชาติของการปลูกทุเรียนนนท์ ที่ว่ากันว่ามีเนื้ออร่อย รสชาติดีที่สุด มีกลิ่นไม่แรง ที่สำคัญมีราคาสูง ซึ่งจากการวิจัยพบเป็นผลมาจากน้ำขึ้นน้ำลง และสัมพันธ์กับการให้ปุ๋ย จากนั้นนำมาวิเคราะห์เป็นกราฟ แล้วใช้เทคโน โลยี Basin fertigation หรือการให้ปุ๋ยตามสภาพพื้นที่ลุ่มน้ำที่เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้น เพื่อจำลองน้ำขึ้น น้ำลงตามธรรมชาติ แล้วให้ธาตุอาหารตามความเหมาะสมในแต่ละช่วง เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ทุเรียนมีคุณภาพสูงเกรดพรีเมียม นอกจากนี้ยังใช้ระบบ GIS-smart farming-iOT ระบบติดตามสภาพอากาศและระบบควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อบันทึกข้อมูลพื้นที่เฉพาะ ติดตามสภาพอากาศ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณน้ำฝน ความเร็วและทิศทางลม ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมกับระบบติดตามดวงอาทิตย์ ให้แผงโซลาร์เซลล์หันตามทิศทางของดวงอาทิตย์ ทำให้ระบบทำงานได้เต็มที่และตลอดเวลา ทำให้เกษตรกรได้รับข้อมูลเฉพาะเจาะจงแบบเรียล ไทม์ในพื้นที่ปลูกจริงอีกทั้งยังมีการติดเซ็นเซอร์ไว้กับต้นทุเรียน เพื่อติดตามข้อมูลความชื้น อุณหภูมิ ธาตุอาหาร รายงานสู่ฐานข้อมูลแสดง ในแอป เพื่อนำมาวิเคราะห์วางแผนบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการวิเคราะห์ธาตุอาหารรองทั้งในดินและใบทุเรียน รวมถึงใช้เครื่องมือวัดอัตราสังเคราะห์แสงของใบทุเรียน อัตราการเปิดปิดปากใบ และคายน้ำ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ให้ได้อัตราที่จะได้ทุเรียนคุณภาพ นอกจากนั้นยังใช้นวัตกรรมการจัดการโรครากเน่าโคนเน่า (Phytophthora sp) ทดสอบโรคหลังการเก็บเกี่ยว และนวัตกรรมการส่งออกทุเรียนผลสด ภายใต้อุณหภูมิต่ำด้วยนวัตกรรมภาชนะเก็บกลิ่นทุเรียนแกะเนื้อสดเพื่อการส่งออกผลที่ได้...ต้นทุเรียนสมบูรณ์ ได้ธาตุอาหารครบถ้วน โรคแมลงรบกวนน้อย กิ่งไม่แห้ง ไม่ทิ้งลูก ไม่มีปัญหาเรื่องไส้ซึม เนื้อทุเรียนละเอียด เหนียวเหมือนครีม กลิ่นไม่แรงแถมค่อนไปทางหอม ได้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุด 43% ความหวานเฉลี่ย 38 บลิกซ์ ที่สำคัญจากดอกบานจนถึงให้ลูก 90 วัน ก็ให้เปอร์เซ็นต์แป้ง 32% ซึ่งสามารถตัดขายได้แล้ว ต่างจากที่อื่นต้อง 100 วันขึ้นไปจึงตัดขายได้. กรวัฒน์ วีนิล