จากการเสวนาวิชาการ “การขับเคลื่อนในการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ และพัฒนาการบริหารจัดการทางการคลังของระบบบำนาญแห่งชาติให้มีความเพียงพอและยั่งยืน” นพ.ภูษิต ประคองสาย เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) กล่าวว่า ระบบบำนาญแห่งชาติควรกำหนดเป้าหมายทำให้ผู้สูงอายุทุกคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุยากจนและผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งไร้ที่พึ่งมีรายได้ยามชราภาพเพียงพอต่อการยังชีพ ช่วยป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำในช่วงวัยเรียนและวัยทำงานส่งผลให้กลายเป็นความยากจนเมื่อวัยชราดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยวิจัย “การวิเคราะห์ช่องว่างทางการคลัง แหล่งรายได้ และความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ โดยคำนึงถึงผลกระทบของ COVID-19 ที่มีต่อผู้สูงอายุ” ว่าตนร่วมวิจัย กับ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล พบว่า ผู้สูงอายุและกลุ่มวัย 40-59 ปี ซึ่งเป็น “ประชากรรุ่นเกิดล้าน” หรือกลุ่มสึนามิประชากรมีความเปราะบางต่อความยากจนสูง เพราะส่วนมากไม่มีความสามารถในการออม ช่วงโควิด-19 ปี 2563 มีผู้สูงอายุยากจนพุ่งขึ้นในหลายจังหวัด และส่วนใหญ่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งระดับเบี้ยยังชีพขั้นต่ำที่จะช่วยผู้สูงอายุกลุ่มยากจนที่สุดให้พ้นจากความยากจนได้จะต้องไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อเดือนทั้งนี้ แม้จะเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า 3,000 บาทต่อเดือน ก็ยังคิดเป็นงบประมาณที่น้อยกว่าระบบบำนาญของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในระยะยาวดร.ทีปกรกล่าวว่า คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอ ดังนี้ 1.ควรกำหนดให้ระบบบำนาญแห่งชาติ เป็นวาระแห่งชาติ ที่มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน 2.มีการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เป็นข้อจำกัดเพื่อให้มีการกำหนดสวัสดิการถ้วนหน้าด้านบำนาญ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนมีสิทธิได้รับ เช่น แก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 เป็น พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ พ.ศ.2546 และแก้ไขให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ เป็นต้น 3.สร้างระบบฐานข้อมูล โดยกำหนดให้ผู้ที่ต้องการเบี้ยผู้สูงอายุส่วนเพิ่มเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วัยทำงาน 4.ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุให้เป็นรูปธรรม และ 5.ทบทวนนิยาม “การเริ่มนับอายุของผู้สูงอายุ” ให้เพิ่มมากกว่า 60 ปี และขยายเวลาในการ “เกษียณอายุ” จากการทำงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน.