ราวพันล้านปีแรกของประวัติศาสตร์จักรวาลหลังจากเหตุการณ์บิ๊ก แบง (Big Bang) เมื่อ 13,800 ล้านปีก่อน หรือที่เรียกกันว่าช่วงเวลารุ่งอรุณของจักรวาล (cosmic dawn) เป็นเรื่องยากมากที่จะเห็น เช่น พวกดาวฤกษ์และกาแล็กซีกลุ่มแรกก่อตัวขึ้น อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ก็อยู่ห่างไกลอย่างมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่จะเห็นวัตถุอันไกลโพ้นเหล่านั้น ทฤษฎีปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lensing) เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ทฤษฎีดังกล่าวอธิบายว่าเมื่อแสงส่องผ่านเข้าใกล้วัตถุขนาดใหญ่ แสงจะบิดโค้งและเปลี่ยนทิศทาง หากมีวัตถุขนาดใหญ่วางกั้นระหว่างเรากับแหล่งกำเนิดแสงในพื้นหลังที่ห่างไกล วัตถุนั้นอาจเบี่ยงเบนแสง ทำให้ภาพที่เราเห็นอาจขยายหรือย่อลง ซึ่งการใช้ทฤษฎีนี้ร่วมกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ทำให้ทีมนักดาราศาสตร์นำโดยนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในสหรัฐอเมริกา สามารถค้นพบดาวฤกษ์ดวงเดียวที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยพบมา ตั้งชื่อเล่นว่าเอเรนเดล (Earendel) มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า “ดาวประกายพรึก” (morning star) มีอายุเพียง 900 ล้านปีหลังเหตุการณ์บิ๊ก แบง และอยู่ห่างเราออกไป 12,900 ล้านปีแสงการตรวจพบดาวฤกษ์เอเรนเดล ก็ด้วยความช่วยเหลือของกระจุกกาแล็กซีขนาดใหญ่ชื่อ WHL0137-08 ที่ตั้งอยู่ระหว่างโลกกับดาวฤกษ์เอเรนเดล แรงดึงดูดของกระจุกกาแล็กซีขนาดมหึมานี้บิดโค้งโครงสร้างของอวกาศและเวลา ส่งผลให้เกิดแว่นขยายธรรมชาติอันทรงพลัง จนขยายแสงจากวัตถุคือเอเรนเดล ที่อยู่ห่างไกลด้านหลังกระจุกกาแล็กซีดังกล่าว การค้นพบนี้นอกจากจะเป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์แล้ว ยังอาจช่วยในการสืบค้นเกี่ยวกับยุคต้นของจักรวาล เช่น โครงสร้างพื้นฐานของกาแล็กซียุคแรกๆบางแห่ง.