นับว่าเป็น ครั้งแรกที่ “กองทัพไทย” เป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พ.ศ.2562 (Chiefs of Defense Conference-CHOD 2019) ในหัวข้อ Collaboration for a Free and Open Indo-Pacific มุ่งเน้นการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศแนวทางการปฏิบัติร่วม การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ยึดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ย้ำจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญทั้งทางบกและทางทะเลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า...“เราจะต้องเปลี่ยนมุมมองต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจากภูมิภาคแห่งการแข่งขัน เป็นภูมิภาคแห่งการเจรจาและสร้างความร่วมมือ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและสร้างความเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน“เราจะต้องสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค เสริมสร้างโครงสร้างภูมิภาคที่ยึดกฎกติกา มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อกัน และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด”ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีภูมิรัฐศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออก เป็นภูมิภาคที่มีพลวัตของการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในด้านสังคม ภูมิภาคนี้มีจำนวนประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อในด้านการเมือง ภูมิภาคนี้มีความหลากหลายของระบอบการปกครองในด้านความมั่นคงโดยภูมิภาคนี้นับเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญทั้ง “ทางบก” และ “ทางทะเล”สำหรับในด้านเศรษฐกิจ ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ทำให้อินโด-แปซิฟิกกลายเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่กว่าร้อยละ 60 ของการสัญจรทางทะเลของโลกเกิดขึ้นภายในภูมิภาคแห่งนี้ และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศในภูมิภาคนี้รวมกันเป็น 2 ใน 3 หรือร้อยละ 60 ของจีดีพีโลกที่สำคัญ...อาเซียนในฐานะประชาคมหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ด้วยตั้งอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคนี้ ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ในทุกๆด้าน ทั้งนี้ อาเซียนในฐานะประชาคมหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้ให้ความสำคัญ...ภายใต้มุมมองที่ว่าดังจะเห็นได้จากการรับรอง “ASEAN Outlook on Indo–Pacific”ซึ่งเป็นแนวทางของอาเซียนในการดำเนินความสัมพันธ์และความร่วมมือกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วยการส่งเสริมบทบาทการทำงานของอาเซียนที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความสันติ ความมั่นคงและผาสุกตลอดจนสนับสนุนการใช้กลไกที่มีอาเซียนเป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือ อาทิ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (the East Asia Summit : EAS) การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (the ASEAN Regional Forum : ARF) การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (the ASEAN Defence Ministers Meeting Plus : ADMM-Plus)โดยมีกรอบความร่วมมือหลัก 4 ประการ ได้แก่ ความร่วมมือทางทะเล, การติดต่อเชื่อมโยง, เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) รวมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอื่นๆ ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนได้ประกาศแนวคิดหลัก “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือและร่วมใจของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันทั้งในและนอกภูมิภาค ส่งเสริมความเชื่อมั่น ความเชื่อใจต่อกันให้เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืนในที่สุดนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจะเกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืนได้นั้น เราจะต้องสร้างความยั่งยืนในมิติอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากทุกมิติมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง จึงมิอาจละเลยด้านใดด้านหนึ่งไปได้นับจากนี้ ความยั่งยืนในทุกมิติ หรือ เอสโอที (SOT)...แนวทางใหม่ที่ทุกประเทศควรคำนึงในทุกการตัดสินใจ...จะต้องถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคและโลกในระยะยาว“ความมั่นคงอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทุกคน ซึ่งจะต้องช่วยกันเสริมสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ขับเคลื่อน...สานต่อความร่วมมือต่างๆ ด้วยความจริงใจ...สร้างสรรค์ ตลอดจนถ่ายทอดแนวความคิดดังกล่าวไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องและคนรุ่นต่อไป...พวกเราจะต้องจับมือกันและก้าวไปข้างหน้าเพื่อวางรากฐานให้ภูมิภาคของพวกเรามีสันติภาพ เสถียรภาพและความรุ่งเรืองต่อไปอย่างยั่งยืน โดยใช้โอกาสนี้ในการพบปะหารือ แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์อย่างเปิดกว้าง เพื่อให้การประชุมฯในครั้งนี้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด”พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี หรือ “บิ๊กกบ” ผบ.ทหารสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย เสริมว่า หัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ แนวทางการปฏิบัติร่วม นำเทคโนโลยีใหม่ๆมาประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคง บนพื้นฐานของข้อตกลงและกฎหมายโดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้แทนจากกองทัพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จำนวน 31 ประเทศ เดินทางเข้าร่วม...นับว่าเป็นครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีคณะผู้แทนทางทหารเข้าร่วมการประชุมฯมากที่สุดจากอดีตได้มีการประชุมผู้นำทางทหารชั้นสูงระดับผู้นำกองทัพประเทศในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการประชุมครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2541 (ค.ศ.1998) ณ รัฐฮาวาย สหรัฐฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญผู้นำทางทหารระดับสูงของแต่ละประเทศให้ได้มาพบปะหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งนี้ จากพลวัตการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมของโลกในปัจจุบันยากแก่การคาดการณ์ ถือเป็นความท้าทายทั้งในด้านปัญหา อุปสรรค ภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ สังคม ประเทศและภูมิภาคอาทิ ความยากจน ปัญหาสุขภาพ...คุณภาพชีวิตที่ดี คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากรและแหล่งพลังงานปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งทุกประเทศควรพยายามแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหา พล.ต.กฤษณ์พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ย้ำทิ้งท้ายว่า บรรยากาศของการประชุม CHOD ในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในเชิงการทูตฝ่ายทหาร และยังเป็นการแสดงให้เห็นบทบาทกองทัพไทยที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพ...ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันจะนำไปสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืนในการขับเคลื่อนและสานต่อความร่วมมือในด้านต่างๆด้วย “ความจริงใจ” และ “สร้างสรรค์”“สามัคคี” คือ “พลังอันยิ่งใหญ่” จับมือกันก้าวไปข้างหน้า วางรากฐานภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกให้เกิดสันติภาพ มีเสถียรภาพ มีความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนต่อไป.