ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกเผือกเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ นครราชสีมา สุรินทร์ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ปราจีนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สุพรรณบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ปลูกรวมกันประมาณ 20,000-30,000 ไร่ ให้ผลผลิต 45,000-60,000 ตันต่อปี แต่ไม่เคยมีการจัดทำมาตรฐานเผือก ในขณะที่ประเทศในอาเซียนมีการจัดทำมาตรฐานเผือกนานแล้วนายวิทวัสก์ สาระศาลิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เผยว่า เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกเผือกไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างไม่ติดปัญหา ปี 2562 มกอช.จึงเร่งจัดทำมาตรฐานเผือก (Standard of Toro) ครอบคลุมทั้งเผือกหอมและเผือกน้ำ โดยนำร่องพื้นที่แปลงใหญ่ใน จ.ราชบุรี บุรีรัมย์ นครราชสีมา ซึ่งจะทำให้การรับรองมาตรฐานเกษตรแปลงใหญ่ ทำได้อย่างรวดเร็ว “มาตรฐานของอาเซียนได้กำหนดเผือกคุณภาพส่งออกลักษณะโดยรวม หัวต้องสวยงาม มีรอยตำหนิไม่เกิน 40% โดยให้มีรอยแผลขณะปลูกไม่เกิน 20% และให้รอยขูดขีดหลังการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 20% แต่มาตรฐานของไทยที่ออกมา แม้จะมีการใช้เกณฑ์มาตรฐานของอาเซียนมากำหนดใช้เทียบเคียง แต่มาตรฐานของเราที่ออกมาจะสูงกว่าของอาเซียน กล่าวคือการปลูกนอกจากจะต้องใช้ระบบ GAP หลังการเก็บผลผลิตจะแบ่งเกรดเผือกคุณภาพเกรดพิเศษ ลักษณะหัวเผือกต้องสวยงาม ขนาดหัวเผือก 50-850 กรัม รอยตำหนิแผลที่เกิดจากธรรมชาติขณะปลูก และรอยขูดขีดหลังการเก็บเกี่ยว ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเผือกคุณภาพทั่วไป รอยตำหนิแผลเก่า และรอยขูดขีดหลังการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ นายวิทวัสก์ ให้เหตุผลถึงการกำหนดเกณฑ์ที่สูงกว่ามาตรฐานอาเซียน ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ ให้การยอมรับและลดขั้นตอนการตรวจสอบจากประเทศปลายทาง ซึ่งจะมีผลทำให้ส่งออกได้เร็วและมีปริมาณมากขึ้นในอนาคต.