แม้จะประสบความสำเร็จไปทั่วยุทธจักร ในฐานะเจ้าพ่อออกาไนเซอร์มือหนึ่งของอาเซียน ผู้อยู่เบื้องหลังงานอีเวนต์ใหญ่ๆระดับชาติมากมาย แต่ถ้าถาม “คุณจก เสริมคุณ คุณาวงศ์” ซีอีโอค่าย CMO ว่า ชีวิตนี้ภูมิใจกับอะไรที่สุด เราอาจได้คำตอบเหลือเชื่อว่า การสร้างธุรกิจพันล้านเป็นเรื่องจิ๊บๆ แต่ฝันยิ่งใหญ่กว่าคือ อยากเป็นจุดเล็กๆร่วมปลูกฝังรสนิยมด้านศิลปะให้เฟื่องฟูในสังคมไทย พร้อมสนับสนุนศิลปะไทยก้าวไกลสู่โลก“ในมุมมองของผม การลงทุนในศิลปะไม่มีกำไรหรอก แต่ผมทำเพราะแพสชั่นมากกว่า ผมคิดว่ามันเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้ผมต้องมาเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ มาเก็บกอบงานศิลปะในอดีตรวบรวมไว้ในที่เดียวกัน ผมเชื่อว่าเมื่อรวยแล้วประสบความสำเร็จแล้ว เราทุกคนควรช่วยกันปลูกฝังรสนิยมศิลปะให้สังคมไทย หุ้นในกลุ่ม SET 50 ควรสนับสนุนศิลปะให้ครบทุกบริษัท กระทรวงศึกษาฯควรให้ความสำคัญกับรสนิยมด้านศิลปะ ถึงวันนี้เมืองไทยมี “ครีเอทีฟ อีโคโนมี” ไม่ได้หรอก ถ้าเด็กไทยยังไม่มีรสนิยมด้านศิลปะ ผมเชื่อว่ารสนิยมจะสร้างประเทศ สร้างเศรษฐกิจ และสร้างคนรุ่นต่อไป อย่ามาอ้างข้าวไม่มีกิน อาร์ตยังไม่ต้องทำ”...เจ้าพ่อธุรกิจอีเวนต์พันล้านบอกเล่าความในใจกับทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ จากเจ้าพ่ออีเวนต์ ผันตัวมาเป็นนักสะสมศิลปะรายใหญ่ของเมืองไทยได้อย่างไรผมเริ่มสะสมงานศิลปะ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เริ่มจากการไปดูงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ มีโอกาสซื้องานประติมากรรมขนาดเล็กสะสมมาเรื่อย จากนั้นเริ่มซื้องานเพนติ้งรูป “ภูเขาทอง” ของ “อ.อนันต์ ปาณินท์” แล้วก็ไปเสาะหางานศิลปะที่ศิลปากร วังท่าพระ และดั้นด้นไปถึงนครปฐม ไปสะดุดใจกับงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาศิลปากร ที่ถูกทิ้งร้างหัวขาดไว้ตามพงหญ้า นักศึกษาสร้างงานดีๆส่งอาจารย์แล้ว แต่ไม่รู้จะเอางานประติมากรรมไปเก็บที่ไหน พอเห็นอย่างนั้นรู้สึกเสียดาย ผมเลยตั้งใจว่าจะสะสมประติมากรรมไทยตรงนี้คือที่มาของการเปิดศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯใช่ไหมคะผมสะสมอยู่เกือบ 10 ปี จึงนำประติมากรรมที่มีอยู่มาเปิดเป็นศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ ผมใช้ความศรัทธาของตัวเองเปิดศูนย์นี้ เมื่อ 12 ปีที่แล้ว โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ทำเพราะความรักศิลปะ ช่วงแรกมีของจัดแสดงอยู่ 120 ชิ้น ปัจจุบันมีของจัดแสดง 200 ชิ้น และเพนติ้งกับวัตถุศิลปะต่างๆอีก 200 ชิ้นมีผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นที่เป็นมรดกของชาติจัดแสดงอยู่ในศูนย์ด้วย?!ผมได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เขาเชื่อถือว่าเราตั้งใจทำ จนสามารถสร้างชื่อเป็นศูนย์รวมผลงานประติมากรรมเยอะที่สุดในไทย เราภูมิใจที่ได้เป็นห้องรับแขกต้อนรับศิลปินจากทั่วโลก โดยมีผลงานชิ้นสำคัญๆทางประวัติศาสตร์หลายชิ้น เช่น รูปปั้นสมเด็จกรมพระยานริศฯ ฝีมือ “อ.ศิลป์ พีระศรี” ผมร่วมกับมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์หล่อแบบจากปูนปลาสเตอร์ มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป และอีกชิ้นเก็บไว้ที่ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ เรายังมี “ประติมากรรมสิงโตขนาดยักษ์” เคยตั้งอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย ปั้นโดย “อ.ช่วง มูลพินิจ” ทางกสิกรไทยอนุญาตให้เราไปถอดพิมพ์ และนำมาจัดแสดงที่ศูนย์ อีกชิ้นที่ภูมิใจมากคือ “ครุฑไปรษณีย์กลาง” ทางไปรษณีย์ไทยอนุญาตให้เราถอดพิมพ์จากต้นแบบ ต้องต่อนั่งร้านขึ้นไปสูงเท่าตึก และไปถอดพิมพ์ 200 กว่าพิมพ์ สร้างเป็นงานประติมากรรมโลหะสัมฤทธิ์ ครุฑยักษ์นี้เป็นผลงานของ “อ.ศิลป์ พีระศรี” ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ส่วนที่เหลืออีก 90% เป็นผลงานประติมากรรมที่เราซื้อจากศิลปินไทยหลากแขนง ศูนย์ของเรามีตั้งแต่พระพุทธรูปสุโขทัย ไปถึงยุค “อ.ศิลป์ พีระ-ศรี” ซึ่งจุดประกายให้เกิดประติมากรรมยุคโมเดิร์นอาร์ตในไทย ไหลไปถึงยุคแอ็บสแตรกต์ เรามีงานของ “อ.เขียน ยิ้มศิริ” เป็นคอลเลกชั่นใหญ่ 26 ชิ้น และมีงานศิลปินยุคใหม่ เช่น อ.จักรพันธ์ วิลาสินีกุล, อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ อ.ถวัลย์ ดัชนี ยังขาดก็แต่ศิลปะคณะราษฎร์ ส่วน “อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ผมปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ อีกบทบาทที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือ การเป็นช่างภาพอาชีพ ช่วยแบ่งปันพรสวรรค์ด้านนี้หน่อยผมหลงรักการถ่ายภาพตั้งแต่เรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มรับจ๊อบถ่ายภาพตั้งแต่ปีสอง ถ่ายหมดทั้งโบชัวร์โรงงานเหล็ก, โรงเรียนทิวไผ่งาม, รองเท้ากีฬา, หนังสือนู้ด และถ่ายแฟชั่น พอเรียนจบมีรุ่นพี่ชวนไปตั้งบริษัทรับทำปฏิทินและไดอารี่ โดยผมมีหน้าที่คิดคอนเซปต์ปฏิทินและถ่ายภาพ คุณพ่อให้เงินล้านหนึ่งเพื่อซื้อกล้อง ผมก็เอาทั้งล้านหนึ่งไปซื้อกล้อง ลาร์จ ฟอร์แมต ยี่ห้อ Sinar มาหุ้นตั้งบริษัท ทำให้มีโอกาสถ่ายภาพเหตุการณ์สำคัญๆ หลายอย่าง รวมถึงการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และภาพโบราณ วัตถุภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ภาพลักษณ์ของผมในฐานะช่างภาพมืออาชีพอาจไม่ชัด แต่ผมมีผลงานถ่ายภาพจัดแสดงเป็นเรื่องเป็นราว 4 ครั้งแล้ว ชีวิตนี้ทำอะไรมาเยอะแยะ ภูมิใจกับผลงานอะไรมากที่สุดภูมิใจที่สุดคือ ได้รับเกียรติร่วมถ่ายภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 ในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ผมเป็น 1 ใน 7 ช่างภาพหลักที่ได้ถวายงานใกล้ชิด ตั้งแต่เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ไปจนถึงงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี โดยภาพประวัติศาสตร์ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกมหาสมาคม มีแค่ผมกับ “อ.รชฏ วิสราญกุล” ยืนอยู่จุดเซ็นเตอร์ของสนามหญ้าหน้าสีหบัญชร ผมยังได้ถ่ายภาพในช่วงงานเลี้ยงน้ำชาพระราชอาคันตุกะ และงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำจากล้านหนึ่ง จนวันนี้มีเป็นพันล้าน ถือว่ารวยหรือยัง ประสบความสำเร็จหรือยังประสบความสำเร็จหรือยังขึ้นกับคนมองมากกว่า แต่ถ้าถามว่าพอใจหรือยัง ก็ตอบได้ว่าพอใจกับชีวิตแล้ว ดีใจที่ได้ทำสิ่งที่อยากทำหลายๆอย่างไปแล้ว ทั้งงานอีเวนต์ใหญ่ๆระดับชาติ อย่างเช่น การแสดงแสงสีเสียงในรูปแบบ 3D Mapping ตลอดแนวกำแพงวัดพระแก้ว และการจัดนิทรรศการเย็นศิระ เพราะพระบริบาล ณ ท้องสนามหลวง เป็นคนทำอะไรก็ทำเลย ต้องสุดโต่งทุกอย่าง มีอะไรเป็นแรงผลักดันผมอยากทำอะไรก็จะลุกขึ้นมาทำเลย เป็นคนแบบนี้แต่ไหนแต่ไร อย่างตอนทำเทศกาลวัดอรุณฯ ผมไม่ได้มีคอนเนกชั่น จู่ๆเดินเข้าไปหาเจ้าอาวาสวัดอรุณฯเรียนว่าอยากทำ ท่านก็ให้ทำเลย ผมเนรมิตวัดอรุณฯเป็นแลนด์มาร์กอีเวนต์ด้านวัฒนธรรม เพราะอยากรื้อฟื้นงานมหรสพย้อนยุค และเมื่อรู้ว่า “อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต” เป็นผู้ชำนาญด้านหุ่นหลวงสมัย ร.5ผมไปขอให้ท่านเป็นที่ปรึกษา โดยไม่เคยรู้จักมาก่อน ทุกครั้งที่ได้ทำอะไรแบบนี้จะรู้สึกชื่นใจมาก ไม่ใช่ความสำเร็จในแง่เงินทอง แต่เป็นความสำเร็จที่ได้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย มันคงเป็นโชคชะตาลิขิตไว้จริงๆ.ทีมข่าวหน้าสตรี