เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล : ในปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลมักจะอนุมัติยาโดยไม่ได้ดูข้อมูลดิบ แต่พิจารณาจากข้อมูลที่บริษัทจัดเตรียมมาให้เท่านั้น การเข้าถึงข้อมูลดิบได้โดยสาธารณะจะช่วยลดช่องโหว่ในการตรวจสอบความปลอดภัยของยาเป็นความรับผิดชอบต่ออาสาสมัคร : การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสถือเป็น พันธกิจ ทางศีลธรรมต่อผู้เข้าร่วมการทดลอง ซึ่งเป็นคนจริงๆที่ยอมรับความเสี่ยงในการรักษาเพื่อแลกกับการที่ผลการเข้าร่วมของพวกเขาจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยคนอื่นๆในอนาคตหากไม่มีการแก้ไขปัญหาเรื่องความโปร่งใสของข้อมูลนี้ เวชศาสตร์เชิงประจักษ์ก็จะยังคงเป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่ส่งผลเสียต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อไปเพื่อให้มหาวิท ยาลัย รักษาความอิสระทางวิชาการ และกลับมาทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์ความจริงและมโนธรรม ทางศีลธรรมของสังคม” อีกครั้ง แหล่งข้อมูลได้สะท้อนถึงบทบาทที่ควรปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง ดังนี้เปลี่ยนผ่านจากการเป็น “มหาวิทยาลัยองค์กร” (Corporate University) : มหาวิทยาลัยควรลดการพึ่งพิงแนวทางตลาดแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberal market approach) ที่มุ่งเน้นการแสวงหาเงินทุนจากบริษัทเอกชนภายใต้เงื่อนไขเชิงพาณิชย์ ซึ่งทำให้ภาควิชาต่างๆกลายเป็นเครื่องมือของอุตสาหกรรมปฏิรูปเกณฑ์การคัดเลือกผู้นำทางวิชาการ : ควรปรับเปลี่ยนบทบาทของคณบดี หรือผู้นำสถาบัน จากเดิมที่เน้นการเป็น “นักระดมทุน” หรือ “ผู้จัดการทางวิชาการ” ที่ต้องแสดงผลกำไรและดึงดูดสปอนเซอร์ ให้กลับมาให้ความสำคัญกับ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและผลงานโดดเด่นในสาขาวิชา อย่างแท้จริงควบคุมบทบาทของ Key Opinion Leaders (KOLs) : มหาวิทยาลัยต้องไม่ปล่อยให้ชื่อเสียงและสถาบันถูกนำไปใช้เพื่อการสร้างแบรนด์ (Branding) ให้กับผลิตภัณฑ์ยา และต้องกำกับดูแลไม่ให้อาจารย์ในสังกัดทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์” หรือเป็นตัวแทนในการเขียนบทความวิจัยที่ถูกบิดเบือนโดยอุตสาหกรรม (Ghostwriting), สร้างพื้นที่ที่เท่าเทียมและปกป้องนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ : มหาวิทยาลัยควรมีกลไกในการ ตรวจสอบและแก้ไขการนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดพลาด จากการร่วมมือกับอุตสาหกรรม และต้องปกป้องนักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์หรือตรวจสอบความจริง ไม่ให้ถูกข่มขู่ทางกฎหมายหรือทำลาย เส้นทางอาชีพสนับสนุนการ วิจัยที่เป็นอิสระ : มหาวิทยาลัยควรผลักดันให้เกิดรูปแบบการระดมทุนที่โปร่งใส เช่น ข้อเสนอเรื่องการเก็บภาษีจากบริษัทยาเพื่อมาเป็น “ทุนสาธารณะสำหรับการทดลองทางคลินิกที่เป็นอิสระ” เพื่อให้การวิจัยไม่ได้ถูกกำหนดวาระโดยผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นบริษัทเอกชนยึดมั่นในความโปร่งใสของข้อมูล : มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลดิบ (Raw data) และระเบียบวิธีวิจัยต่อสาธารณะ เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการของ “สถาบันที่ออกแบบมาเพื่อความเที่ยงธรรมและเป็นกลางทางวิทยาศาสตร์” โดยสรุปคือ มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องแยกตัวออกจากผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และหันมาให้ความสำคัญกับความถูกต้องแม่นยำทางวิทยาศาสตร์เหนือกว่าความต้องการของตลาด เพื่อไม่ให้เวชศาสตร์เชิงประจักษ์กลายเป็นเพียงภาพลวงตา.หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม