วิธีแก้ไขปัญหานี้ 1.สร้าง decom pression zone อย่าเดินจากสมรภูมิรบ (ที่ทำงาน รถติด) เข้าสู่ safe zone (บ้าน) โดยไม่มีการล้างพิษทางอารมณ์ หากรู้ตัวว่า กำลังหงุดหงิด ให้เวลาตัวเอง 10–15 นาทีในการเปลี่ยนผ่าน (transition) ก่อนไขกุญแจเข้าบ้าน นั่งในรถเงียบๆ ฟังเพลงที่ชอบ เดินเล่นรอบหมู่บ้าน หรือสูดหายใจลึกๆ คุณต้องสลัดความเครียดของวันนั้นทิ้งก่อนที่จะเผชิญหน้ากับครอบครัว เพราะไอ้คนที่อยู่ในบ้านคือคนที่หวังดีและรักคุณทั้งนั้น2.ประกาศสถานะอารมณ์ล่วงหน้า หากควบคุมอารมณ์ไม่ไหวจริงๆ ให้สื่อสารออกไปตรงๆทันทีที่พบหน้า เช่น “วันนี้เจอเรื่องเครียดมาหนักมาก ตอนนี้ยังอารมณ์ไม่ดีเลย ขอเวลาอาบน้ำและอยู่เงียบๆคนเดียวสัก 30 นาทีนะ ไม่เกี่ยวกับคุณเลย แค่ขอเวลาจัดการตัวเองหน่อย” การพูดแบบนี้เป็นการตัดวงจรการคาดเดา และทำให้คนใกล้ตัวรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่สาเหตุของปัญหา3.Identify สาเหตุที่แท้จริงเมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหงุดหงิดใส่คนรักที่แค่ลืมปิดไฟ ให้หยุดตัวเอง 3 วินาทีแล้วถามตัวเองว่ากำลังโกรธเขาแค่เรื่องลืมปิดไฟจริงๆ หรือกำลังเอาความโกรธจากที่ทำงานมาระบายใส่เขา การดึงสติเพื่อระบุต้นตอของอารมณ์จะช่วยลดความรุนแรงของปฏิกิริยาตอบสนองในสมองส่วน amygdala ได้อย่างมีนัยสำคัญ 4. ขอโทษด้วยความรับผิดชอบหากเผลอเหวี่ยงใส่ไปแล้วก็จงละทิ้งอีโก้และขอโทษให้เป็น และไม่ใช่พูดแค่ว่าขอโทษที่หงุดหงิด ก็วันนี้งานมันเครียด เพราะนั่นคือการโยนความผิดให้สถานการณ์ จริงๆปัญหาคืออารมณ์ของเราเอง คนจากที่ทำงานมันไม่ได้ตามมาก่อเรื่องเราถึงบ้านคำขอโทษที่ดี ตามรายงานบอกว่าต้องแสดงถึงความรับผิดชอบ เช่น “ขอโทษที่เมื่อกี้ขึ้นเสียงใส่คุณทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ฉันเอาความเครียดเรื่องงานมาลงที่คุณเอง ฉันจะพยายามให้ดีขึ้น”การมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงและคนใกล้ตัวที่คอยสนับสนุนคือหนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา อย่าปล่อยให้ความเครียดจากคนนอกหรือสถานการณ์ที่คุณควบคุมไม่ได้มาทำลายคนที่คอยยืนอยู่เคียงข้างคุณคนที่รักและห่วงใยคุณที่สุดสมควรได้พบคุณในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นถังขยะระบายเศษซากอารมณ์ที่เหลือเดนมาจากคนอื่นหรือที่อื่นคนเราทุกคนมันมีปัญหาของตนทั้งนั้น ดีไม่ดีคนที่คุณเหวี่ยงใส่เขา ปัญหาของเขาอาจหนักหนากว่าคุณด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาไม่เคยมาระบายอารมณ์ใส่คุณ การจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ใช่หน้าที่ของคนใกล้ตัว แต่เป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานของตัวคุณเองดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริหมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม