หลายคนคงเคยมีประสบการณ์นี้ เจอวันเลวร้ายที่ทำงาน ลูกค้าเหวี่ยงใส่ เจ้านายสั่งงานไม่สมเหตุสมผล รถติดสาหัสเป็น ชั่วโมง แต่เราก็ต้องอดทน ปั้นหน้ายิ้ม และข่มอารมณ์ไว้ได้ตลอดทั้งวันพอก้าวเท้าเข้าบ้าน คนในครอบครัวแค่ถามว่า “วันนี้กินอะไรกันดี?” “เอกสารนั้นเก็บไว้ตรงไหนนะ?” เราดันระเบิดอารมณ์ และเหวี่ยงใส่พวกเขาเสียอย่างนั้น ทั้งที่พวกเขา ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยอันที่จริงเราควรไปวีนใส่ไอ้ตัวต้นเหตุ แต่กลับไปทำคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พวกโลกสวยก็คงอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะ คุณรู้สึกปลอดภัยกับพวกเขา จึงกล้าแสดงความ อ่อนแอออกมา จริงๆแล้วมันคือคำแก้ตัวที่งี่เง่า มากเพื่อทำให้เราปัดความรับผิดชอบ การที่เรา โยนอารมณ์เสียใส่คนที่ไม่ได้ก่อเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึกปลอดภัย แต่เป็นความล้มเหลว ในการจัดการอารมณ์คำอธิบายกลไกจิตวิทยาคือ 1.Displaced aggression ในทางจิตวิทยามีแนวคิดที่เรียกว่า kicking the dog effect หรือปรากฏการณ์ เตะหมา สมมติว่าคุณถูกเจ้านายด่า คุณไม่สามารถ ด่าเจ้านายกลับได้ เพราะนั่นหมายถึงการตกงาน สัญชาตญาณดิบของมนุษย์เมื่อถูกคุกคามคือการโต้ตอบ แต่เมื่อโต้ตอบต้นทางไม่ได้ สมองจะ เก็บกดความโกรธนั้นไว้ และมองหาเป้าหมายที่ ปลอดภัยกว่า หรือคนที่ มีอำนาจน้อยกว่าเพื่อระบายออกตามสัญชาต ญาณ คนใกล้ตัว คนรัก หรือลูก จึงมักซวยตกเป็น เหยื่อของการกระทำนี้ เพราะจิตใต้สำนึกของคุณประเมินแล้วว่า การระเบิดอารมณ์ใส่พวกเขา มีต้นทุนความเสี่ยงต่ำกว่า การระเบิดใส่เจ้านาย เหมือนเราโมโหแล้วไปเตะหมา กรณีนี้ หมาก็คือคนใกล้ตัว คนรัก ลูกของเรา2.Ego depletion การควบคุมตัวเอง ตลอดทั้งวันมันเหนื่อยนะ เราต้องใช้พลังงานสมอง อย่างมหาศาลในการอดทนต่อสิ่งเร้า ซ่อนความรู้สึก กดทับความรำคาญ และทำตัวเป็นมืออาชีพ เมื่อถึงเวลาที่คุณกลับถึงบ้านแบตควบคุมตัวเองมันหมดลงไปแล้ว เมื่อไม่มีเกราะป้องกันทางจิตใจหลงเหลืออยู่ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่สุดอย่างการวางของผิดที่ หรือคำถามธรรมดาๆก็สามารถทำให้คุณปรี๊ดแตกได้ทันที3.The misuse of safe space มันก็ จริงอยู่ที่เรามักจะถอดหน้ากากเมื่ออยู่กับคนที่เรารัก แต่ปัญหาคือหลายคนสับสนระหว่างคำว่า การแสดงความเปราะบาง (vulnerability) กับการทำตัวเป็นพิษ (toxicity)การร้องไห้หรือบอกคนรักว่าเราเหนื่อยคือการแสดงความเปราะบางในพื้นที่ปลอดภัย แต่การใช้อารมณ์ฉุนเฉียว ประชดประชัน หรือขึ้นเสียงใส่พวกเขา คือการฉวยโอกาสจากความรักที่พวกเขามีให้ เพราะเรารู้ลึกๆ ว่าทำไปแล้วเขาก็คงไม่ทิ้งเราไปไหน หากเราปล่อยให้พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยอ้างว่า ก็แค่อารมณ์เสีย ไม่สบาย ป่วย สิ่งที่เรากำลังทำคือการวางเงื่อนไขทางจิตวิทยาให้คนใกล้ตัว เมื่อคุณเดินเข้าบ้าน สมองของพวกเขาจะเริ่มหลั่งฮอร์โมนความเครียด (cortisol) เพราะพวกเขาต้องคอยระแวดระวังว่าวันนี้กูจะเจออะไรอีกวะ?!?!บ้านอาจยังคงเป็น safe zone สำหรับคุณอยู่ แต่สำหรับเขามันไม่ใช่แล้วดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ.หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม