ไลน์เปิดผลสำรวจการเตรียมพร้อมรับมือภัย พิบัติของคน 3 ประเทศ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย พบคนไทยกังวล “น้ำท่วม” มากที่สุด 76.7% แต่ก็กลัว “แผ่นดินไหว” ไล่หลังรดต้นคอมาติดๆ ที่ 70.2% ส่วน “ภัยแล้งหรือการขาดแคลนน้ำ” กลัวเป็นอันดับ 3 ที่ 54.3% ขณะที่คนญี่ปุ่นและไต้หวันกลัว “แผ่นดินไหว” ที่สุด 88.8% และ 85.2% ตามลำดับไลน์ (LINE) ประเทศไทย เผยผลสำรวจการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ซึ่ง LY Corporation จัดทำขึ้นครอบคลุมญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย เพื่อศึกษาความกังวลต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเตรียมพร้อมในชีวิตประจำวัน และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในช่วงเกิดภัยพิบัติ โดยผลสำรวจในไทยพบว่า แม้คนส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่หลายคนยังรู้สึกว่าเตรียมพร้อมไม่พอ โดยข้อมูลข่าวสารมีบทบาทสำคัญ ทั้งกระตุ้นให้เริ่มเตรียมตัว พร้อมรับมือภัยพิบัติโดยการสำรวจทำขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ส.ค.2569 ในญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย ครอบคลุมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอายุ 18-69 ปี โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 420 คนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งหมด 1,260 คนผลสำรวจพบว่า 75% ของผู้ตอบแบบสำรวจในไทย ตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่ยังไม่ลงมือทำ หรือรู้สึกว่ายังเตรียมพร้อมไม่พอ โดย 30.5% วางแผนที่จะเตรียม แต่ยังไม่ได้เริ่ม และ 44.5% เตรียมพร้อมแล้ว แต่ยังไม่พอ มีจำนวน 16% ที่มองตัวเองว่าเตรียมพร้อมอย่างดี อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของการเตรียมพร้อมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่ในญี่ปุ่นและไต้หวันด้วยเช่นกัน โดยสัดส่วนผู้ที่ตระหนักถึงความจำเป็น แต่ยังเตรียมตัวไม่เพียงพอ อยู่ที่ 88.1% ในญี่ปุ่น 81.0% ในไต้หวัน และ 75.0% ในไทยเมื่อถามถึงภัยธรรมชาติที่กังวลมากที่สุด คนไทยกังวล “น้ำท่วม” มากที่สุดที่ 76.7% ตามด้วย “แผ่นดินไหว” 70.2% และ “ภัยแล้งหรือการขาดแคลนน้ำ” 54.3% ขณะที่ “แผ่นดินไหว” เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความกังวลสูงสุดในญี่ปุ่นและไต้หวัน ที่ 88.8% และ 85.2% ตามลำดับผลสำรวจยังพบว่า 68.9% ของคนไทยที่ระบุว่า “การเห็นข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ” เป็นหนึ่งในแรงจูงใจให้เริ่มเตรียมตัว และเมื่อถามถึงสิ่งที่ทำเป็นประจำเพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ พบว่า “การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติ” เป็นวิธีเตรียมพร้อมอันดับหนึ่งของคนไทยที่ 74.4% ตามด้วย “การสำรองน้ำ อาหาร และของใช้จำเป็นสำหรับกรณีฉุกเฉิน” ที่ 69.7% แตกต่างจากญี่ปุ่นและไต้หวัน ซึ่ง “การสำรองน้ำ อาหาร และของใช้จำเป็นสำหรับกรณีฉุกเฉิน” เป็นวิธีเตรียมพร้อมอันดับหนึ่งที่ 72.8% และ 72.5% ตามลำดับ ขณะที่การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติอยู่ที่ 46.0% ในญี่ปุ่น และ 60.3% ในไต้หวัน เทียบกับประเทศไทยที่ 74.4%คลิกอ่านคอลัมน์ “บทความไซเบอร์เน็ต” เพิ่มเติม