เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจในแวดวงความมั่นคง ภายหลังจากกระทรวงกลาโหมจีนได้ประกาศเปิดตัวฐานทัพอากาศในประเทศลาวอย่างเป็นทางการโดยจากแถลงการณ์ระบุว่า เป็นศูนย์ฝึกอบรมและสนับสนุนร่วมทางทหารจีน-ลาว (China-Laos Military Joint Support and Training Center) หรือทางการลาวใช้คำว่า ศูนย์ฝึกและรับประกันการบินร่วม สนามบินบ้านเกิน ระหว่างกองทัพลาว-จีน วิทยาลัยการบินมิตรภาพลาว-จีน พร้อมมีแท่นหินคำสักขีพยาน “สายพัวพันมิตรภาพลาว-จีน มั่นคงขะนงแก่น” (สายสัมพันธ์มั่นคงแน่วแน่)ศูนย์ฝึกทำพิธีเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ก.ย. โดยมี พล.อ.คำเหลียง อุทไกสร รมว.ป้องกันประเทศลาว และคณะผู้แทนจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เข้าร่วมประกาศของทางการจีนอธิบายว่า “ศูนย์ฝึก” แห่งนี้ ดูแลและดำเนินการร่วมกันทั้งสองฝ่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลาวในการเสริมสร้างศักยภาพการฝึกนักบินของกองทัพอากาศ การก่อสร้างและการใช้งานศูนย์แห่งนี้สะท้อนถึงการเคารพซึ่งกันและกัน การปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียมระหว่างจีน-ลาว สอดคล้องกับกฎหมายในประเทศของทั้งสองฝ่าย รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศและแนวทางปฏิบัติสากล ไม่ได้มีการมุ่งเป้าไปประเทศอื่นๆ ศูนย์ฝึกจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารในทางปฏิบัติ ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคสำหรับฐานปฏิบัติการแห่งนี้ตั้งอยู่ในบ้านเกิน เมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์ ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปทางตอนเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร ด้านสำนักข่าวชาติตะวันตกอธิบายว่า การปรับปรุงเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2568 เชื่อว่าในอดีตเคยเป็นสนามบินลับของหน่วยข่าวกรองกลางแห่งชาติสหรัฐฯหรือ CIA เรียกว่าฐานลิม่า 44 เพื่อปฏิบัติการสนับสนุนการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้สอบถามเรื่องนี้จากคนบ้านเกิน เมืองทุละคม หลายรายได้อธิบายต่างกันไป โดยระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่จะรู้จักฐานบินแห่งนี้ว่าเป็นของ “สหภาพโซเวียต” ที่เข้ามาสนับสนุนรัฐบาลลาว และเอาเข้าจริงกระบวนการฟื้นฟูฐานทัพอากาศได้เริ่มมาตั้งแต่ก่อนช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 ไม่ใช่ปีที่ผ่านมา มีการเวนคืนที่ดินมาอย่างต่อเนื่องที่บ้านเกินและบ้านบ่อที่อยู่ใกล้ๆกัน โดยบ้านเกินเป็นสนามบินส่วนที่บ้านบ่อมีการเอาที่ดินฝั่งตรงข้ามสวนสัตว์ไปทำเป็นหอพักรองรับศูนย์ฝึก ช่วงที่มีการก่อสร้างนั้นมีความเข้มงวดอย่างมากด้านความมั่นคง ไม่อนุญาตให้คนที่พกมือถือเข้าใกล้เด็ดขาด และตอนนั้นก็สงสัยกันว่าทำไมปรับปรุงสนามบินโซเวียต แต่ช่างที่มาคุมงานมีแต่คนจีน และใช้แรงงานลาวเป็นส่วนใหญ่ มีแรงงานกัมพูชาปนอยู่ด้วยบางส่วนแน่นอนว่าการพัฒนาด้านความมั่นคงระหว่างจีน-ลาว ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เนื่องจากตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จีนได้ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็วใน สปป.ลาว พื้นที่ตอนเหนือของลาวถูกเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภาคใต้ของจีนผ่านทางหลวงสายใหม่และรถไฟความเร็วสูงที่จีนเป็นคนสร้าง ทั้งยังมองเห็นการลงทุนอื่นๆของจีนตามเมืองต่างๆ โดยเฉพาะในนครหลวงเวียงจันทน์ ที่มีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ มีย่านที่เหมือนจำลองยกเมืองจีนมาตั้งแต่เป็นที่สังเกตได้ว่าความสัมพันธ์กำลังถูก “เร่งเครื่อง” นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือน มิ.ย. และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้มีการเสนอให้จีน-ลาวจับมือตั้งกลไกหารือเชิงยุทธศาสตร์ 3+3 ประกอบด้วย รมว.ต่างประเทศ กลาโหม ความมั่นคงสาธารณะ เสริมสร้างความร่วมมือ และเมื่อเดือน ก.ย.นี้ ยังมีการซ้อมร่วม Peace Train 16 วัน เน้นด้านแพทย์ทหารและมนุษยธรรมขณะที่นักวิเคราะห์ชาติตะวันตก โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐฯแสดงความกังวลว่า จีนตั้งฐานทัพในต่างแดนแห่งแรกที่ประเทศ “จิบูตี” ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก (ติดกับช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ทางออกจากทะเลแดง) เมื่อปี 2560 และครั้งนี้จีนก็กำลังมีฐานทัพอย่างเป็นทางการแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ และถึงจีนจะมี ฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือน เม.ย.2568 อยู่แล้ว แต่ ขนาดถือว่าต่างกันอย่างมาก ฐานทัพเรือเรียมที่อยู่ติดอ่าวไทยไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น แต่ฐานในลาวมีความเหมือนกับจิบูตีมากกว่ากระนั้น ทั้งศูนย์ฝึกบ้านเกินใน สปป.ลาว และศูนย์ฝึกทางเรือเรียมในกัมพูชา ย่อมเปิดทางให้กองทัพจีนมีอิทธิพลครอบคลุม “น่านฟ้า” ในคาบสมุทรอินโดจีน และ “เส้นทางทะเล” ฝั่งอ่าวไทย สิ่งที่น่าสนใจที่จะตามมาคือคำถามเรื่องอิทธิพลของ “เวียดนาม” เพราะเวียดนามถือเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงดั้งเดิมของลาว ผูกพันกันมานานตั้งแต่ยุคคอมมิวนิสต์สงครามเย็นเมื่อกว่า 60 ปีก่อน เวียดนามกำลังมีปัญหาเป็นระยะๆเรื่องข้อพิพาททางทะเลกับจีน และตอนนี้กลายเป็นว่ามีฐานทัพจีนมาตั้งอยู่ในลาว กลายเป็นโดนประกบหน้าบ้าน-หลังบ้านเช่นเดียวกับคำถามเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศไทย ศูนย์ฝึกบ้านเกินไม่ไกลจากพรมแดนไทยแห่งนี้จะถูกนำไปใช้งานเช่นไร ในเมื่อไทยยังคงอยู่ในสภาวะตึงเครียดกับ “กัมพูชา” ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นประเทศที่อยู่ใต้อิทธิพลความมั่นคงของจีน และยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากจีนทั้งก่อนและหลังการทำศึกตามแนวพรมแดน งานนี้จะกลายเป็นว่าไทยกำลังถูกทดสอบความสามารถในการรับมืออยู่หรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม