โลกใบนี้มีอาชญากรอยู่หลายประเภท ตั้งแต่แก๊งโจรปล้นธนาคาร ไปจนถึงเหล่าสแกมเมอร์ที่ชอบหลอกเอาเงินจากคนชรา แต่สำหรับเกาหลีใต้ อีกหนึ่งปัญหาเผชิญอยู่คือ สตอล์กเกอร์ (Stalker) หรือผู้ที่ติดตามรังควานเหยื่ออย่างต่อเนื่อง โดยหลังประเทศบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการสะกดรอยตามอย่างจริงจังในปี 2564 จำนวนการแจ้งเหตุสตอล์กกิ้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีการแจ้งเหตุถึง 44,687 ครั้ง ขณะที่ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ตกเป็นเหยื่อเป็นผู้หญิงเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางการเกาหลีใต้ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันพิเศษสำหรับติดตามตำแหน่งของสตอล์กเกอร์และแจ้งเตือนเหยื่อ โดยเมื่อสตอล์กเกอร์ที่ถูกติดตามเข้ามาในระยะ 2 กม. จากเหยื่อ ระบบจะแสดง ตำแหน่งบนแอป และหากเข้ามาใกล้กว่า 1 กม. ระบบจะแจ้งเตือนตำรวจและเจ้าหน้าที่คุมประพฤติให้เข้าดำเนินการ พร้อมโทร.แจ้งเหยื่อ ซึ่งขณะนี้มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 400 คน เข้าร่วมโครงการดังกล่าวอย่างไรก็ตาม การบริหารโครงการดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศูนย์ควบคุมในกรุงโซลและเมืองแทจอนเพียง 2 แห่ง ต้องดูแลผู้ที่อยู่ภายใต้การติดตามทางอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 5,000 คน โดยเจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องรับผิดชอบผู้ถูกติดตามมากกว่า 20 คน ขณะเดียวกันยังต้องคัดกรองการแจ้งเตือนที่ไม่เป็นอันตรายออกจากจำนวนการแจ้งเตือนที่มีประมาณ 19,000 ครั้งต่อวันนอกจากนี้ ฝ่ายสิทธิมนุษยชนยังชี้ว่า แอปดังกล่าวอาจเป็นเหมือนการโอนความรับผิดชอบไปให้เหยื่อ เพราะพวกเขาต้องคอยตรวจสอบตำแหน่งของสตอล์กเกอร์ ซึ่งอาจเพิ่มภาระทางจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้น โครงการดังกล่าวก็มีข้อจำกัด เนื่องจากจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อศาลอนุมัติให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวสตอล์กเกอร์ โดยระหว่างปี 2567 ถึง 2568 ตำรวจเกาหลีใต้สามารถจับกุมสตอล์กเกอร์ได้ 29,404 คน แต่มีการยื่นคำร้องขอติดอุปกรณ์ติดตามตัวเพียง 1,187 คน ซึ่งศาลอนุมัติเพียง 427 คนกรณีดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับสตอล์กเกอร์ด้วยนโยบายเฝ้าติดตามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และยังต้องคำนึงถึงภาระและความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และเหยื่อควบคู่กันไปด้วย.สาริศ วรรณะเลิศคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม