นโยบายการเปิดรับผู้อพยพต่างชาติเข้ามาในยุโรปกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสุดท้ายแล้วมีประโยชน์หรือมีโทษมากกว่าแน่นอนว่าการอ้าแขนรับคนต่างชาติเพื่อเพิ่มจำนวนประชากร เพิ่มแรงงาน และแก้ปัญหาสังคมสูงอายุอาจจะดูดีในแง่มุมของเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกันการนำผู้คนที่มีความคิดสติปัญญาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมาบังคับจับอยู่ร่วมกัน ย่อมเกิดปัญหาที่ตามมาจากความที่ “ไม่สามารถเข้ากันได้”ในช่วงแรกของการเปิดรับผู้อพยพเข้ายุโรปเมื่อกว่าทศวรรษก่อน การตั้งคำถามนโยบายดังกล่าวคือ สิ่งที่ไม่สามารถทำได้ เพราะถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ ทุกคนล้วนเป็นคนเหมือนกัน ไม่ว่าจะมีความเชื่อ แนวคิด หรือสีผิวที่แตกต่างใครก็ตามที่พูดเรื่องนี้คือคนหัวรุนแรงขวาจัด หรือพวกเหยียดผิว สร้างความเกลียดชัง รัฐบาลบางประเทศถึงกับออกมาตรการคุมเข้ม คนที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อพยพหรือคนต่างถิ่น ถือว่าเข้าข่ายสิ่งที่กล่าวมา ถูกตำรวจมาเคาะประตูหน้าบ้านจับดำเนินคดีมีตัวอย่างเคสหนึ่ง “คนที่ไม่ใช่เชื้อชาติดั้งเดิม” ใช้มีดแทง “คนเชื้อชาติดั้งเดิม”แต่ฝ่ายแรกบอกกับตำรวจว่าโดนเหยียด และทำให้คนที่ถูกแทงโดนมองในทันทีว่าเป็นฝ่ายผิด แถมสุดท้ายตำรวจยังไม่เชื่อว่าถูกแทง ปล่อยให้นอนเลือดออกจนสิ้นสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมาหรือเคสที่ไม่ถึงฆ่ากันตาย แต่แนวคิดถือว่าน่าเป็นห่วงในระยะยาว อย่างกรณี “คนมาอยู่ที่หลัง” หลบหนีความยากลำบากและความโหดร้ายจากประเทศเดิม อยากมาอาศัยอยู่ในประเทศที่เจริญกว่า มีชีวิตที่สุขสบายแต่กลับนำแนวคิดเก่าๆจากบ้านเกิดพกติดตัวมา และพยายามนำมาบังคับใช้ในดินแดนใหม่นำไปสู่คดีต่างๆ ไม่ว่าการฉุดคร่า ข่มขืน กระทำชำเรา สถิติอาชญากรรมในชาติยุโรปพุ่งสูงอย่างน่าใจหาย แต่แน่นอนตามที่กล่าวไว้ คนที่วิจารณ์หรือออกมารวมตัวประท้วงจะโดนประณามทันที โดยใช้คำยอดนิยมว่ากลุ่มอนุรักษนิยมขวาจัดสุดโต่ง อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ่านมาหลายปี และสภาพสังคมโดยรวมที่ดูเหมือนจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ได้เริ่มส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะจากฝ่ายบริหารในบางประเทศ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นผู้อพยพทะลักเข้าสเปน ดูเหมือนจะทำให้มี “เสียงแตก” มากยิ่งขึ้น.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม