ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นห้วงเวลาที่การเมืองภายในของรัฐบาลยูเครนกำลังปั่นป่วน จากกรณีความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเจาะจงไปเลยคือศึกระหว่าง มิคาอิล เฟโดรอฟ รมว.กลาโหมวัย 35 ปี กับ พล.อ.อเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการสูงสุดยูเครน วัย 60 ปี ซึ่งสรุปใจความได้พอสังเขปว่า หนุ่ม รมว.กลาโหมผลักดันการปฏิรูปกองทัพให้โปร่งใส เลยทำให้เหล่าท็อปบูตไม่พอใจ และมีนายพลอาวุโสเป็นหัวหอกไปกระซิบข้างหูท่านผู้นำให้สั่งปลดโดยเรื่องนี้ก็มีกระแสด้วยว่า เฟโดรอฟกำลังเป็นดาวเด่น กำลังเกิดกระแสนิยมที่อาจคุกคามต่อ “เก้าอี้ผู้นำ” จึงทำให้การตัดสินใจนั้น “ง่ายขึ้น” แต่ผลปรากฏว่า พอปลดไปแล้วกลับมี ม็อบโผล่มา เกิดความไม่พอใจในภาคสังคมเป็นวงกว้าง สุดท้ายเลยเป็นที่มาของความพยายาม “แก้ปัญหา” แบบเร่งด่วนรัฐบาลยูเครนเสนอตำแหน่งใหม่ให้แก่เฟโดรอฟคือเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยี แต่เจ้าตัวเลือกเล่นกับ กระแสติดลมบน ไม่ขอรับตำแหน่งดังกล่าว และต้องการเก้าอี้กลาโหม ดังเดิม เกมการเมืองเลยต้องทำงานขัดดอกกันไปชั่วคราว พล.อ.ซีร์สกี ถูกขับออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดพร้อมนำคลื่นลูกใหม่เข้ามาเสียบ “พล.ต.มิคาอิล ดราปาตี” วัย 43 ปี ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพยูเครน เข้าข่ายแผน “ปรับภาพลักษณ์” หรือไม่ ว่ารัฐบาลนั้นให้ความ สำคัญกับ “คนเจเนอเรชันรุ่นต่อไป” เหมือน กับที่เลือก รมว.กลาโหม สายรู้เท่าทันเทคโนโลยี วัย 35 ปี มาคุมเก้าอี้สำคัญอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเกมการเมืองจะมีรูปแบบเช่นไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วคือ กองทัพยูเครนจะอยู่ภายใต้การบัญชาการของ ผบ.เจนวาย ซึ่งมีประวัติที่พอจะทำให้ประเมินทิศทางการรบหลังจากนี้ได้บ้างข้อมูลของสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ดราปาตีปรากฏชื่ออยู่ในเหตุการณ์สำคัญเมื่อปี 2557 โดยดำรงตำแหน่งคุมกำลังหน่วยทหารราบ ที่ถูกสั่งให้เข้าไปสลายการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยูเครน และฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในเมืองมาริอูโปล (หนึ่งในสมรภูมิสำคัญที่ถูกรัสเซียยึดครองไปแล้วในจังหวัดโดเนตสก์) ซึ่งมีรายงานจากสื่อยูเครนยกย่องเป็น “วีรบุรุษ” ฐานะที่สั่งลูกน้องขับยานเกราะ ฝ่าเครื่องกีดขวางปิดถนน บุกเข้าไปในเมืองเป็นคันแรกและหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ดราปาตีได้นำกำลังตีฉาบฉวยเข้าไปในภูมิภาคดอนบาส เพื่อปราบปรามที่ซ่องสุมของกองกำลังแบ่งแยกดินแดนดอนบาส และได้รับการยกย่องว่าสามารถฝ่าวงล้อมของข้าศึกออกมาได้ แต่วาซิลี โปรโซรอฟ อดีตเจ้าหน้าที่ยูเครนที่แปรพักตร์มาอยู่กับรัสเซีย อ้างว่าปฏิบัติการดังกล่าวเข้าขั้นล้มเหลว หน่วยรบจำเป็นต้องทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปเป็นจำนวนมาก เพื่อเอาชีวิตรอดกลับมา ส่วนในปี 2564 ยังเกิด ประเด็นดราม่าในโซเชียลมีเดีย หลังดราปาตี เคยคุกเข่าต่อหน้าทูตอังกฤษเพื่อรับมอบดาบสมเด็จพระราชินี ระหว่างพิธีจบการศึกษาโรงเรียนนายร้อย จนถูกตั้งประเด็นว่าสวามิภักดิ์ต่อชาติตะวันตกต่อมาในปี 2565 หลังสงครามรัสเซีย– ยูเครนอุบัติขึ้น ดราปาตีได้รับมอบหมายภารกิจคุมกำลังในจังหวัดเคียร์ซอนทางตอนใต้ของยูเครน ระหว่างช่วงเดือน ส.ค. ถึง พ.ย. และประสบความสำเร็จในการผลักดัน กองทัพรัสเซียออกจากเมืองเอกของจังหวัดเคียร์ซอน แต่รายงานของหนังสือพิมพ์เดอะ วอชิงตัน โพสต์ อ้างว่า อัตราการเสีย กำลังจากการเข้าตีของกองทัพยูเครนอยู่ที่สัดส่วน 5 นาย ต่อข้าศึก 1 นายข้ามมาปี 2567 ดราปาตีได้กลับมาคุมกำลังอีกครั้ง โดยรับผิดชอบแนวป้องกันในจังหวัดคาร์คอฟทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเดือน พ.ค. ก่อนถูกโยกมาคุมหน่วยเฉพาะกิจ ในจังหวัดลูกานสก์ ทางภาคตะวันออกในช่วง เดือน ก.ย. จนกระทั่งเมื่อเดือน พ.ย. ดราปาตี ในยศพลตรีได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำยูเครน ให้ขึ้นรับตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารบก” แต่เกิดเหตุอื้อฉาวภายในศูนย์ฝึกทหารหลายแห่งของยูเครน ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีอย่างแม่นยำ มีทหารเสียชีวิตหลายสิบนาย บาดเจ็บกว่า 70 นาย ดราปาตีได้ยื่นจดหมายลาออกและถูก ผู้นำยูเครนโยกไปรับบทบาทดูแลกองกำลังผสม รับผิดชอบเรื่องการรบเพียงอย่างเดียวแม้ทักษะด้านยุทธศาสตร์จะก่อให้เกิดคำถามที่ตามมา แต่มุมมองของ พล.ต.ดราปาตีในเรื่องของรัสเซีย ยังถือว่าเป็นไปตามท้องเรื่อง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อยูเครนว่า “เตรียมตัวรับมือการทำสงครามกับรัสเซียมานานแล้ว เราไม่อาจเรียกรัสเซียว่าเป็นเพื่อนบ้านได้ เพราะเป็นประเทศที่ไม่สมควรดำรงอยู่ เป็นเวลาหลายพันปีที่ประเทศนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยในด้านอารยธรรม ไม่เคยปรับทัศนคติหรือความทะเยอทะยานในความเป็นจักรวรรดิ” พร้อมมองว่าชาวบ้านในดอนบาส ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นยูเครน ไม่มีความกลมกลืน และรัฐบาลใส่ใจน้อยเกินไปในเรื่องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติบ้านเมืองในพื้นที่ดังกล่าวก่อนหน้านี้กองทัพยูเครนภายใต้ผู้บัญชาการคนเก่าได้มุ่งเน้นภารกิจสร้างความเสียหายโดยตรงแก่ดินแดนรัสเซียด้วยอาวุธยาวหรือโดรนพิฆาต เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงทิศทางการรบในดินแดนยูเครน และหลังจากการแต่งตั้ง พล.ต.ดราปาตีขึ้นเป็นผู้บัญชาการคนใหม่ ทางรัฐบาลยูเครนได้มีการยืนยันว่า จะโจมตีระยะกลางและ ระยะไกลใส่ดินแดนของรัสเซียเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน ซึ่งย่อมหมายถึงว่า เปลี่ยนคนแต่แผนการไม่เปลี่ยน ซึ่งสามารถประเมินได้ว่า นายพลใหม่หัวใจยูเครนอาจไม่จำเป็นต้องมองภาพรวม ทำตามคำสั่งที่มาจากเบื้องบนเพียงอย่างเดียว.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม