มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนดีหรือคนเลว เราเกิดมาเพื่อทำให้ “ยีนเห็นแก่ตัว” มีโอกาสรอดมากที่สุด ส่วน “ศีลธรรม” เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นภายหลัง เพื่อควบคุมสัญชาตญาณเหล่านั้นเมื่อ “ยีนเห็นแก่ตัว” เจอกับ “การเมืองเห็นแก่ตน” ถ้าจะมีหนังสือสักเล่มที่อธิบายว่า “ทำไมคนถึงโกง” หนังสือเล่มนั้นอาจไม่ใช่ตำรารัฐศาสตร์ แต่คือ “The Selfish Gene” ของ “ริชาร์ด ดอว์กินส์” หนังสือขึ้นหิ้งที่สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970“ดอว์กินส์” ไม่ได้บอกว่ามนุษย์เกิดมาเลว แต่ชี้ว่าชีวิตทั้งชีวิตของมนุษย์ถูกหล่อหลอมขึ้นจาก “ยีนเห็นแก่ตัว” ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อส่งต่อสำเนาของตัวเอง แต่ “ยีน” ไม่รู้จักคำว่า “คุณธรรม” ไม่รู้จักคำว่า “ความซื่อสัตย์” ไม่รู้จักคำว่า “ความยุติธรรม” มันรู้จักเพียงคำว่า “อยู่รอด”ส่วนคำว่า “โกง” ในมุมมองของ “ดอว์กินส์” คือกลยุทธ์ทางวิวัฒนาการอย่างหนึ่ง ซึ่งในธรรมชาติสิ่งมีชีวิตมีทางเลือกอยู่ 2 แบบคือ ร่วมมือ (Cooperate) หรือเอาเปรียบ (Cheat)เมื่อไหร่ที่โลกเต็มไปด้วยผู้ร่วมมือและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม “คนโกง” จะได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด เพราะได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเสียต้นทุนมาก ลองนึกถึงคนต่อคิว ขณะที่ทุกคนเสียเวลา 30 นาที แต่มีคนหนึ่งเดินแซงคิวและได้รับบริการทันที นี่คือผลตอบแทนของการโกงแบบง่ายๆ กระนั้น เมื่อไหร่ที่ทุกคนโกงพร้อมกัน เมื่อนั้นระบบจะล่ม เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธรรมชาติค่อยๆพัฒนากลไกอีกด้านขึ้นมา คือการลงโทษคนโกง และการให้รางวัลกับผู้ร่วมมือถ้าโกงแล้วได้ประโยชน์ แต่ทำไมถึงยังมีคนดีอยู่ในสังคม เพราะเกมระยะยาว “ชื่อเสียง” มีมูลค่ามหาศาล คนที่ไว้ใจได้จะมีพันธมิตรมากกว่า และได้รับความช่วยเหลือมากกว่า วิวัฒนาการจึงไม่ได้เลือกเฉพาะ “คนโกง” แต่เลือกคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรโกง และเมื่อไหร่ควรร่วมมือ นี่คือเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงมีทั้งความเห็นแก่ตัวและความเสียสละอยู่ในคนเดียวกันอย่างไรก็ตาม ในโครงสร้างระดับการเมืองทั้งโลกยังคงเล่นเกมเดียวกับธรรมชาติของยีน คือเกมของการแย่งชิงทรัพยากร, เกมของการรักษาอำนาจ, เกมของการส่งต่อผลประโยชน์ เพียงแต่เปลี่ยนจากป่ามาเป็นรัฐสภา, เปลี่ยนจากเขี้ยวเล็บมาเป็นกฎหมาย และเปลี่ยนจากการล่าเหยื่อมาเป็นการล่าโครงการหาช่องโกง“คนโกง” ไม่ได้คิดว่าตัวเองโกงเสมอไป เขาเพียงคิดว่า “ถ้าฉันไม่เอา...คนอื่นก็เอา” นี่คือเหตุผลเดียวกับ “สัตว์” ที่รีบคว้าอาหารก่อนตัวอื่น เมื่อรางวัลของการโกงสูงกว่าต้นทุน “การโกง” จึงแพร่พันธุ์เร็ว ไม่ใช่ผ่านยีน แต่ผ่านวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมา เช่น ข้าราชการรุ่นน้องเห็นคนซื่อสัตย์ก้าวหน้าช้ากว่าคนโกง หรือนักการเมืองหน้าใหม่เห็นนักการเมืองรุ่นก่อนรวยจากอำนาจ ไม่นาน “วัฒนธรรมการโกง” ก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกเรียนรู้และแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วสังคมอันตรายที่สุดจึงไม่ใช่สังคมที่มีคนโกง แต่คือสังคมที่ทำให้คนซื่อสัตย์รู้สึกโง่ เมื่อ “ความซื่อสัตย์” ไม่มีรางวัล แต่ “ความโกง” พาไต่ระดับทางสังคมขึ้นไปไม่หยุด ทั้งมีอำนาจ, มีบ้านหลังใหญ่, มีรถหรู แน่นอนว่า “ยีนเห็นแก่ตัว” ย่อมชื่นชอบ เพราะทำให้ยีนอยู่รอดได้ดีที่สุดกระนั้น ความเป็นมนุษย์ยังมีส่วนดีอยู่บ้าง เพราะมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตเดียวที่สามารถ “กบฏต่อยีนของตัวเอง” เราอาจรู้สึกโลภ, อยากแก้แค้น, อยากเอาเปรียบคนอื่น, อยากโกง แต่เราเลือกที่จะไม่ทำก็ได้!! เมื่อคนดีไม่ต้องเสียเปรียบ เมื่อคนโกงถูกตรวจสอบ เมื่อกฎหมายไม่เลือกข้าง และเมื่อการโกงไม่คุ้มค่า ถึงเวลานั้นธรรมชาติความเห็นแก่ตัวของมนุษย์อาจได้รับการถ่วงดุลด้วยวัฒนธรรมที่เห็นแก่ส่วนรวม.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม