CWTS Leiden Ranking คือระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่เน้นข้อมูลทางสถิติของงานวิจัย (Bibliometric Indicators) เป็นหลัก โดยได้รับการพัฒนาจากศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการศึกษา (Centre for Science and Technology Studies หรือ CWTS) มหาวิทยาลัยไลเดน ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ในขณะที่การจัดอันดับอย่าง QS World University Rankings เรียกสั้นๆว่า QS และ Time Higher Education (THE) ใช้คะแนนจากแบบสำรวจความเห็น (Reputation Surveys) หรือการกรอกข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเองแต่ Leiden Ranking ใช้หลักการที่แตกต่างไปคือ 1.เน้นข้อมูลจริง ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิจัยระดับโลกอย่าง Web of Science เท่านั้น 2.ไม่มีคะแนนความรู้สึก ไม่มีการสำรวจความพึงพอใจจากนักวิชาการหรือนายจ้าง เพราะเขามองว่าอาจมีอคติต่อสถาบันที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ และ 3.เจาะลึกมิติงานวิจัย เน้นดูว่างานวิจัยนั้นถูกอ้างอิง (Citations) มากแค่ไหน และมีการร่วมมือกับภาคเอกชนหรือต่างชาติหรือไม่ความแตกต่างนี้ทำให้ Leiden Ranking ได้รับความเชื่อถือสูงในแวดวงวิชาการและงานวิจัยระดับโลก เพราะมีความเที่ยงตรงและปราศจากอคติมากกว่าการจัดอันดับอื่นๆข้อมูลจาก CWTS Leiden Ranking 2026 ซึ่งรวบรวมข้อมูลผลงานวิจัยช่วง ค.ศ.2021-2024 และประกาศในช่วงต้น ค.ศ.2026 สร้างความตกตะลึงให้กับวงการวิชาการโลกอย่างมาก เพราะเป็นปีที่มหาวิทยาลัยจากจีนก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งท็อปของโลกอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพของงานวิจัย10 อันดับมหาวิทยาลัยโลกตามปริมาณงานวิจัยจากการจัดอันดับของ Leiden Ranking 2026 คือมหาวิทยาลัย 1.เจ้อเจียง (จีน) 2.เซี่ยงไฮ้เจียวทง (จีน) 3.เสฉวน (จีน) 4.ฮาร์วาร์ด (สหรัฐฯ) 5.เซ็นทรัลเซาท์ (จีน) 6.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (จีน) 7.ซุนยัตเซน (จีน) 8.ซีอานเจียวทง (จีน) 9.ชิงหัว (จีน) และ 10.โตรอนโต (แคนาดา)ผลของ Leiden Ranking 2026 ทำให้คนอเมริกันตกใจ เพราะมหาวิทยาลัยจีนกวาดอันดับใน Leiden Ranking 2026 ได้เกือบทั้งหมด (8 ใน 10 อันดับ) นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดสำหรับสหรัฐฯว่ากำลังสูญเสียความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมให้กับจีนเดิมทีมหาวิทยาลัยจีนมักถูกวิจารณ์ว่าเน้นแต่ปริมาณ แต่ข้อมูล ค.ศ.2026 ทำให้เห็นว่าสัดส่วนของงานวิจัยจากจีนที่ติดอันดับท็อป 10 ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีการอ้างอิงสูงสุด พุ่งสูงขึ้นจนเทียบเท่าหรือแซงหน้ามาตรฐานสหรัฐฯและยุโรปไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วงลงมาจากอันดับ 1 ลงมาอยู่ที่อันดับ 4 และมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีกอื่นๆ เช่น สแตนฟอร์ดหรือจอห์น ฮอพกินส์ แม้จะมีผลงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ก็ตามอัตราการเติบโตของมหาวิทยาลัยจีนไม่ทัน เขียนให้เข้าใจง่ายก็คือนี่คือจุดจบของยุคผูกขาด (การศึกษาระดับโลก) โดยสหรัฐฯผู้อ่านท่านผู้เจริญ Leiden Ranking 2026 ทำให้โลกตระหนักว่า จีนครองอันดับ 1 ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์/เคมี) และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในขณะที่สหรัฐฯยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้เพียงสาขาชีวการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพสหรัฐฯและจีนแตกต่างกันในเรื่องเอกภาพ จีนเดินหน้าด้วยเป้าหมายเดียวที่ชัดเจนและมีเงินทุนรองรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณภาพการศึกษาขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะสะดุดจากปัจจัยภายในประเทศและความแตกแยกทางอุดมการณ์ทำให้การพัฒนาไม่ต่อเนื่องเหมือนในอดีตสิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจนคือ รัฐบาลจีนใช้แผน Double First-Class หรือซวงอีลิ่ว อภิพญามหาโปรเจกต์ด้านการศึกษาที่รัฐบาลจีนประกาศใช้ผลักดันให้มหาวิทยาลัยของจีนก้าวขึ้นสู่ระดับโลกอย่างเบ็ดเสร็จ เป็นการระดมทรัพยากรจากส่วนกลางเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาให้ติดอันดับโลกภายในเวลาที่กำหนด เน้นสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) เป็นหลักเพื่อรับใช้ยุทธศาสตร์ชาติในขณะที่สหรัฐฯตัดงบวิจัยหน่วยงานจำนวนมาก นักศึกษาเผชิญวิกฤติหนี้สิน (กู้ยืมเพื่อการศึกษา) นักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถถูกผลักออกนอกประเทศ ทำให้เกิดภาวะสมองไหลไม่หยุดเท่านั้นยังไม่พอ มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของสหรัฐฯหลายแห่งยังเผชิญกับการฟ้องร้องจากรัฐบาลกลาง ที่โดนหนักที่สุดคือฮาร์วาร์ด ซึ่งนอกจากจะถูกตัดงบประมาณที่อุดหนุนจากรัฐบาลกลางแล้ว ยังถูกรัฐบาลทรัมป์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯอีกด้วยสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์กำลังทำคือ การกำจัดอิทธิพลทางอุดมการณ์ (ทางการเมือง) ด้วยการเดิมพันอนาคตของประเทศ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม