ปัญหาสารเคมีตกค้างปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทั้งในอากาศ แหล่งน้ำ และพื้นดิน ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังแก้ไม่ตกและยิ่งนานวันยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของทั้งมนุษย์และสัตว์ในวงกว้างเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยสตอล์กโฮล์ม ของสวีเดน เผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ในวารสาร Environmental Science & Technology ที่ยิ่งสร้างความกังวลเพิ่มขึ้นไปอีกด้วยการระบุว่า “ไม่มีที่ใดในโลกนี้ แม้แต่ดินแดนห่างไกลในทวีปแอนตาร์กติกาหรือที่ราบสูงทิเบตที่จะปลอดภัยจากสารโพลีฟลูออโรอัลคิลและเพอร์ฟลูออโรอัลคิล (PFAS) ซึ่งปนเปื้อนอยู่ใน “น้ำฝน” ที่ตกลงมาทั่วโลก ทำให้ “ไม่ปลอดภัย” สำหรับบริโภคได้อีกต่อไป ระดับการปนเปื้อนของ PFAS ยังสูงเกินระดับมาตรฐานความปลอดภัยของน้ำดื่มตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดไว้มากถึง 14 เท่า ขณะเดียวกันยังระบุว่าพบหลักฐานว่า สารเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ในดินและในบรรยากาศทั่วโลกสาร PFAS ซึ่งเป็นสารเคมีที่ประกอบด้วยคาร์บอนและฟลูออรีนที่มนุษย์สร้างขึ้นมาราว 4,500 ชนิด เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์หลาก หลายที่ใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เสื้อผ้ากันน้ำ สี กาว กระดาษ เฟอร์นิเจอร์ พรม สารเคลือบเครื่องครัวเทฟลอนบนหม้อและกระทะ โฟมดับเพลิง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แชมพู และเครื่องสำอางบางชนิด เป็นสารเคมีที่อยู่ได้นานกว่าหลายพันปีจนถูกเรียกขานว่าเป็น “สารเคมีชั่วนิรันดร์” (forever chemi cals) เพราะไม่สูญสลาย สามารถตกค้างสะสมในดิน น้ำ และกระจายทั่วชั้นบรรยากาศ กระทั่งร่วงหล่นลงสู่พื้นอีกครั้งจากสายฝนก่อนหน้านี้มีการศึกษาที่ชี้ว่า หากมี PFAS สะสมในร่างกาย อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงอย่างภาวะการเจริญพันธุ์ลดลง พัฒนาการล่าช้าในเด็ก ลดความสามารถของระบบภูมิคุ้มกัน รบกวนการทำงานของฮอร์โมนตามธรรมชาติของร่างกาย ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน หรือป่วยด้วยโรคมะเร็งบางชนิด อย่างเช่น ต่อมลูกหมาก ไต และอัณฑะ รวมทั้ง มีระดับคอเลสเทอรอลเพิ่มสูง นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ผลกระทบต่อสุขภาพจาก PFAF นั้น ไม่ต่างจากไมโครพลาสติก ขณะที่สรุปว่า “ทุกคน” บนโลกนี้มีความเสี่ยงเหมือนกัน เนื่องจากปริมาณของสารเคมีนั้นเกิน “ขอบเขต” ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ พร้อมเรียกร้องให้จำกัดการใช้งานและการปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบว่ามีสารเคมีอันตรายปนเปื้อนใน “น้ำฝน” แต่เป็นการย้ำเตือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกเข้าขั้น “วิกฤติ” ต้องลงมือแก้ไขตั้งแต่วันนี้.อมรดา พงศ์อุทัย