แทบจะเรียกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก กันเลยทีเดียว สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้บังเหียนของผู้นำสายเหยี่ยว นายกรัฐมนตรี “ชินโสะ อาเบะ” ณ เพลานี้หลังถูกประดังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กับปมเผือกร้อนทางการเมืองที่เล่นเอาพรรครัฐบาลเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ถึงกับสั่นคลอน ไล่ตั้งแต่ล่าสุด เรื่องการลาออกอย่างกะทันหันของ “โทโมมิ อินาดะ” รัฐมนตรีหญิงแกร่งผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมาโดยกรณีที่เกิดขึ้นมาจากการที่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ส่งกองกำลังป้องกันตัวเองไปช่วยรักษาความสงบในซูดานใต้ แอฟริกา ตาม มติสหประชาชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุน มิได้ยุ่งเกี่ยวกับการรบ เพราะจะถือว่าขัดรัฐธรรมนูญใฝ่สันติของญี่ปุ่นแต่ปรากฏว่าทางกลาโหมกลับมีการแทงกั๊กข้อมูล ไม่ยอมชี้แจงสถานการณ์ความคืบหน้าในซูดานใต้ ว่าเริ่มทวีความรุนแรง และมีความ “เสี่ยง” ที่กองกำลังป้องกันตนเองจะได้รับอันตราย จนสุดท้ายเรื่องมันแดง ถึงขั้นต้องมีการเปิดสอบสวนกันภายในและแม้ว่าการตรวจสอบแล้ว นางโทโมมิ จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้น ประกาศขอลาออก โดยให้ “ฟูมิโอะ คิชิดะ” รมว.ต่างประเทศ มาควบตำแหน่งไปงานนี้บอกเลยว่า หากเป็นประเทศไทย คนคงมองเป็นเรื่องเล็กปะติ๋ว แต่สำหรับญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ถ้ารัฐบาลทำอะไรโดยไม่ชี้แจงต่อสาธารณชนเสียก่อนแน่นอนว่าการเสียรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไป ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรครัฐบาลเต็มๆ เนื่องจากในขณะเดียวกัน นายกฯอาเบะก็เพิ่งถูกซักฟอกในสภาไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังถูกอดีตข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการแฉว่ามีที่คนใกล้ตัวของนายกฯมาใช้อิทธิพลกดดันให้ออกใบอนุญาตแก่นาย “โคทาโร คาเกะ” เพื่อนเก่าของนายกฯอาเบะ เปิดโรงเรียนสัตวแพทย์ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันตก ทั้งที่ความเป็นจริงกระทรวงเคยลงความเห็นกันไปแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนประเภทนี้อีก และตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็ไม่เคยออกใบอนุญาตให้ใครเลยเอาล่ะหว่า..เป็นไงมาไงล่ะทีนี้ และมีเรื่องอะไรอีกที่ทำให้คะแนนนิยมรัฐบาลญี่ปุ่น ถึงเข้าใกล้ “เขตอันตราย” 20 เปอร์เซ็นต์ไปทุกขณะ พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันต่อครับ.ตุ๊ ปากเกร็ด