ได้ปล่อยจอยสุดๆ พระเอกซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” มีความสุขกับการรับบท “เฮนรี่” กับภาพยนตร์ เรื่อง “HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” หนังสไตล์โรแมนติก คอมเมดี้ แฟมิลี่ โดย GDH ร่วมกับ Sony Pictures International Productions ดัดแปลงหนังรักในตำนานอย่าง “50 First Dates” มาสลับมุมมองใหม่ให้ “เฮนรี่” กลายเป็นฝ่ายที่ต้องตื่นมาพร้อมความทรงจำที่ถูกรีเซตใหม่ในทุกๆวัน การันตีคุณภาพโดยผู้กำกับ “เมษ ธราธร” โดยสลับหน้าที่ เฮนรี่ ถูกจีบใหม่ทุกวัน! กำลังสร้างกระแสบอกต่อถึงความสนุกฮาซึ้งในโรงภาพยนตร์วันนี้ เลยคว้าตัว “ณเดชน์” พระเอกฝีมือดี เผยความรู้สึกถึงการทำงานในเรื่องนี้ การร่วมงานกับนางเอกสาว “มินนี่–ณิชา ยนตรรักษ์” หรือ “มินนี่ I–DLE” และตัดกลับมาที่โหมดชีวิตรักกับ “ญาญ่า–อุรัสยา” ภรรยาคนสวย ที่ยังจีบกันใหม่ทุกวัน เริ่มจากช่วยเล่าถึงตัวละคร “เฮนรี่” ให้ฟังหน่อย?“เฮนรี่เป็นผู้ชายคนนึงที่มีความบกพร่องทางสมอง เพราะว่าเขาเกิดอุบัติเหตุครั้งนึงในชีวิต แล้วทำให้การนอนหลับของเขาในคืนนั้นเนี่ย ตื่นเช้าขึ้นมาเขาก็จะรู้สึกว่ามันคือวันนั้น แต่ซึ่งจริงๆแล้วตามปฏิทินของโลกเนี่ย ทุกวันมันผ่านไป แต่เฮนรี่ตื่นมาคือทุกวันคือวันหยุดของเขา เพราะเขาจำได้ว่า เมื่อวานเขาทำงานวันสุดท้าย ตามตารางเนี่ย คือวันหยุดของฉัน ฉันต้องได้หยุด แล้วด้วยความรักของทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น พี่วิเวียน ทิพากร ที่เป็นน้าสุ หรือพ่อ รับบทโดยป๋ากิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ หรือว่าขนุน น้องชาย รับบทโดยเบิ้ล ปทุมราช ทุกคนพยายามที่จะสร้างโลกจินตนาการให้เฮนรี่เข้าใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่คุณทำถูกต้อง แล้วก็ทำด้วยความรัก เพราะเขาเคยรับไม่ได้ ไม่เชื่อว่าเขาความทรงจำสูญหาย แล้วเตลิดออกไปแล้วก็เกิดอุบัติเหตุอันตราย” การเตรียมตัวทำการบ้านก่อนเปิดกล้องเรื่องนี้ยากง่ายแค่ไหน?“การเตรียมตัวก็มีเข้าไปทำเวิร์กช็อปนะครับกับแอ็กติ้งโค้ช แล้วก็ไปเวิร์กช็อปกับมินนี่ด้วย เพื่อแบบจูนเคมี ความเกร็งของทั้งคู่จะได้หายไปตอนเราออนเซตจริงๆ ส่วนตัวผมว่าพี่เมษน่าจะเห็นอะไรบางอย่างที่มันมีความใกล้เคียงกับตัวละครเฮนรี่ในตัวผม ก็เลยไม่ได้ทำการบ้านหรือจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมาก เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าอยากเล่นอะไรก็เล่น แต่ว่าผมปล่อยจอยมากกว่า ผมมั่นใจว่าทั้งทีมและผู้กำกับอ่ะ กำลังมองภาพที่มันถูกต้องที่สุด ไกด์เราไปในทิศทางที่ดีที่สุดอยู่แล้ว สิ่งนึงที่ได้ทำกับทางแอ็กติ้งโค้ช เราพยายามที่จะมองว่าเฮนรี่เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมากๆแล้วก็เกิดมาในครอบครัวที่มีความสุขมากๆ เขาเลยเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี แล้วเป็นคนที่มีความสุข เฮฮา ปาร์ตี้ อากาศดี แสงแดดดี เป็นเอนเนอร์จีประมาณนี้ ผมมีความสุขที่ได้กลับมาเล่นหนังกับพี่เมษอีกครั้ง และเราได้ไปถ่ายในสถานที่ที่มันสวยงาม ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเพิ่งจบซีรีส์ Netflix มา ซึ่งบทมันหนักมาก แล้วพอได้มาเจอท้องทะเล แล้วก็ท้องฟ้า มันเลยทำให้รู้สึกว่าเราเอาตัวเองกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ชีวิตมีสีสันมากขึ้น เลยเป็นผลที่ทำให้คาแรกเตอร์ของเฮนรี่มันมีความสดใส”แล้วต่างจากตัวตนจริงๆของณเดชน์เยอะไหม?“ต่าง ผมรู้สึกว่าตัวผมเองบางครั้งเวลาเราต้องทำอะไร เราจะเป็นคนที่ซีเรียสจริงจัง แล้วอยากทำให้มันเป๊ะ ดีที่สุด แต่ว่าพี่เมษไม่ได้ต้องการความรู้สึกแบบนั้นเลย พี่เมษต้องการความรู้สึกที่ปล่อยจอย อะไรก็ได้ แล้วพี่เมษเป็นคนที่ชอบให้เล่นแบบสัก 4-5 เทกเอาอีก อยากเล่นอะไรเล่นเลย มันก็เลยรู้สึกสนุก” เสน่ห์และความพิเศษของเรื่องราวในเรื่องนี้คืออะไร?“สิ่งนึงที่พิเศษที่สุดก็คือการตื่นมาแล้วทำกิจกรรม เหมือนเดิมซ้ำๆ แต่ความรู้สึก หรือว่าจังหวะมันไม่ได้ เกิดซ้ำแบบเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิมหมดในชีวิตของเฮนรี่ จนกระทั่ง ผู้หญิงคนนึงดันเข้ามาอยู่ในสิ่ง แวดล้อมที่เฮนรี่อยู่ แค่แว้บเดียวทำให้ผู้ชายคนนี้รู้สึกว่ามันมีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนท้องถิ่น คือคนทั้งหมู่บ้านรู้หมดว่าต้องทำยังไงเพื่อที่จะให้เฮนรี่ไม่อาละวาด แต่ว่าลูซี่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ มาผูกความสัมพันธ์กับเฮนรี่ แล้ววันรุ่งขึ้นมาเฮนรี่ก็ตื่นมาในลูปของตัวเองเหมือนเดิม แต่เราดันไปนัดกับเขาไว้ว่าเราจะพาเขาไปทัวร์นะ ไปหาจุดแลนดิ้ง บอลลูน ปรากฏว่าเขาก็แบบมาเจอกับเราในสภาพที่เราจำเขาไม่ได้เลยหาว่าเราจีบแล้วเท เฮนรี่ก็เริ่มสงสัย แต่มันก็เป็นความผูกพันที่ทำให้นางเอกรู้สึกว่าอยากจะช่วยรักษาความรู้สึกผู้ชายคนนี้ ลูซี่จะมีวิธีการที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเรารู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ คอยเตือนว่าความสัมพันธ์เราเป็นอย่างนี้กันแล้วนะ มันก็จะมีโมเมนต์ที่จะต้องก้าวข้ามผ่านอะไรบางอย่างระหว่างกัน”พูดถึงนางเอก “มินนี่–ณิชา” บ้าง?“ด้วยความที่เรามองภาพน้องเขาตอนแรก คือเขาเป็นไอดอลเกาหลี เราก็รู้สึกว่าเราก็นักแสดงไทยอ่ะเนาะ แล้วเขามาเล่นหนังไทย เรารู้สึกว่าเราทำตัวไม่ถูก เขาจะดูเข้าถึงยากไหม หรือว่าแบบ VVIP พอมีโอกาส ได้เวิร์กช็อป ก็เริ่มละลายพฤติกรรมกัน ผมก็เลยรู้สึกว่าเราได้เห็นตัวตนของน้องมินนี่มากขึ้น แล้วก็เข้าใจ แล้วก็ชื่นชมเขามากๆ ได้ฟังแลกเปลี่ยนกันถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตและเติบโตมายังไง การเดินทางของการมาเป็นศิลปินไอดอลของน้องเป็นยังไง เราเห็นแล้วเรารู้สึกว่า เราค่อนข้างที่จะชื่นใจและภูมิใจกับสิ่งที่เขาผ่านมาก่อนมากๆว่าเรียนอยู่ที่นี่ แล้วอยู่ดีๆก็ไปโตที่นู่นเลย ต้องไปอยู่กับคนเกาหลีเลย ไปอยู่เหมือนโรงเรียนประจำในการที่จะเดบิวต์ศิลปิน ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาฝันไว้ เราก็รู้สึกว่ามีความไม่ธรรมดาแน่ๆ แล้วพอเราได้เห็นเขามาออนเซตในการถ่ายทำด้วยกันเรื่อยๆ เป็นสิ่งใหม่มากๆ เพราะนี่คือหนังเรื่องแรกของน้อง เราได้เห็นพัฒนาการของน้องมินนี่ เรารู้สึกว่าความเป็นศิลปินของเขาอ่ะ มันมีความสามารถที่ทำให้เขาก้าวกระโดดจากศิลปินนักร้อง กลายมาเป็นศิลปินนักแสดงได้อย่างค่อนข้างที่จะพุ่งกระฉูดมากๆ บางครั้งเราดู เรายังชื่นชมในมอนิเตอร์เลยว่า “เฮ้ย มันมาว่ะ ของน้องมา” ถ่ายไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าเขาแพรวพราวมากๆ ในหน้าจอหนัง” ความประทับใจในตัวมินนี่ที่ได้ร่วมงานกัน? “ผมประทับใจพัฒนาการของการแสดงของน้องเขา ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย มันจะมีอยู่นะบางซีน ที่ผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่เฮนรี่แล้ว ผมเป็นณเดชน์ที่กำลังดูมินนี่แสดงอยู่ แล้วรู้สึกว่า เออ “ดีว่ะ ดีจังเลย เก่งๆ” เราได้เห็นพัฒนาการของเขา แล้วก็คิดว่าเรื่องแรกคือได้ขนาดนี้ ต่อไปในอนาคตใครๆก็อยากจะเห็นมินนี่เล่นหนังอีก” เอาประสบการณ์การแสดงของเราไปช่วยเติมเต็มยังไงบ้าง? “ผมแค่เหมือนมีโอกาสได้คุยกัน แล้วน้องก็ถามว่าทำไมถึงชอบการแสดง ผมก็เลยบอกว่า บางครั้งที่เราเหมือนเราไม่คาดหวังอะไรเลยกับการแสดง แล้วอยู่ดีๆมันเหมือนมีเมจิกโมเมนต์ ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไป มันเกิดสิ่งที่แปลกประหลาด สิ่งใหม่ สิ่งที่รู้สึกพิเศษขึ้นมาในซีนนั้น เป็นโมเมนต์ที่นักแสดงอย่างผมรู้สึกว่า การได้ไปสัมผัสตรงนั้นบ่อยๆ มันคือความสุขของการเป็นนักแสดง ผมรู้สึกว่าตรงนี้มันเป็นเสน่ห์ แล้วน้องก็บอกว่าฟังแล้วเข้าใจ จนวันนึงน้องบอกว่า หนูก็เริ่มสังเกตเห็นตัวเองแล้วแหละว่ามันมีโมเมนต์แบบนี้กับหนู เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้”ชีวิตจริงมีอารมณ์ดักจีบ หรือโดนจีบอะไรที่ใกล้เคียงกับในเรื่องไหม?“ผมไม่ค่อยโดนจีบนะ เอาจริงมีแต่ผมน่ะจีบเอง (หัวเราะ)” ถ้าเราเจอคนแบบลูซี่ในชีวิตจริง ณเดชน์คิดว่าเรารู้ตัวไหมว่าเขามาจีบเรา เขาวางแผนมา?“ผมเป็นคนที่ดูคนไม่ออกขนาดนั้น คิดว่าไม่รู้ รู้แต่ว่าเขาน่าจะจีบเราแล้วแหละ แต่คงไม่รู้ว่าทำแผนมา ผมเป็นคนแบบเชื่อคนง่าย (ยิ้ม) เป็นคนเข้ากับคนง่าย แล้วก็เพิ่มเพื่อนได้ทุกวัน เราไม่มีกำแพง เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ไปกินข้าว ไปไหน ก็จะทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ เรามีความสุขที่จะได้รู้จัก ได้เรียนรู้บุคคลเหล่านั้น” กลับกันถ้าในชีวิตจริงเราเป็นคนจีบ ทุกวันนี้แต่งงานแล้วยังต้องจีบ “ญาญ่า” ภรรยาทุกวันอยู่ไหม?“จีบใหม่ทุกวัน (ยิ้ม) ต้องสม่ำเสมอ และเพิ่มเติมให้ได้” จีบแบบไหนที่ทำเอาเขินตัวบิดที่สุด?“เวลาออกไปดินเนอร์กัน ไปไหนด้วยกัน แล้วแบบแต่งตัวหล่อๆ เขาก็จะแบบ หล่อจังเลยวันนี้ ผมชอบมากเวลาแฟนผมชม คนอื่นชมผมไม่มั่นใจ แต่ว่าเวลาเขาชม เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนตาถึงอ่ะ (หัวเราะ) หมายถึงว่าถ้าเขาชมเราแล้วเรารู้สึกเชื่อจริงๆ เราก็จะแอบถ่อมตนเขานิดนึงว่าไม่หล่ออะไรหรอก เธอก็สวย แต่เรารู้สึกว่าการที่ทำตัวให้เราดูดี ดูสะอาด ถูกกาลเทศะ เวลาจะไปไหนทำอะไรด้วยกัน หรือไปเที่ยวด้วยกันมันก็เป็นการให้เกียรติเขาด้วย ไม่ใช่แต่งงานกันไปแล้ว ปล่อยหนวดรกรุงรัง สกปรก ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ทำความสะอาดบ้าน ไม่ล้างถ้วยล้างจาน เราก็จะไม่ทำอย่างนั้น” ทำมากกว่าตอนเป็นแฟนอีกนะ?“ทำแบบเดิมปกติ ไม่ได้ทำมากกว่าหรือน้อยกว่า แต่แค่สิ่งนึงที่รู้สึกคือหลังแต่งงานมาแล้ว ความผูกพันมันมีมากขึ้น เรารู้สึกว่าเราอยากคุยเนื้อหาที่เป็นในทิศทางของอนาคตมากขึ้น มันมีเป้าหมายที่มันต้องชัดเจน ต้องจัดการมากขึ้น” แล้วเวลาเขาชมเรา เราชมเขากลับยังไงบ้าง?“ผมก็จะชม บางทีเขาแต่งหน้าสวย หรือบางทีใส่เสื้อผ้าสวยๆ เราก็ชมเขา หรือเวลาที่เขาทำอะไรตลกๆ ต๊องๆ เราก็จะมองแบบชื่นชม ทำไมน่ารักอย่างงี้ แล้วก็มีเรื่องที่จะต้องไม่มันเขี้ยวกัน ก็จะต้องทะเลาะกัน แซวกัน แกล้งกันตลอดเวลา ผมเป็นคนขี้แกล้ง เราแกล้งเขามากเกินไป (หัวเราะ)”.ชีวิตหลังแต่งงาน มันเหมือนในหนังละครที่เราเคยเล่นมาไหม?“ไม่เหมือนครับ ไม่เหมือนเลย ผมเชื่อเลยว่านักแสดงทุกคนที่แต่งงานกันไป ชีวิตการแต่งงานในชีวิตจริงไม่เหมือนในละคร ไม่ได้บอกว่าในละครมันคือ Happy Ending นะครับ แต่ว่าปัญหาหรือว่าเรื่องราวเล็กๆน้อยๆในชีวิตที่เรามี ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย หรือคนสองคนเนี่ย อาจจะชายชาย หรือหญิงหญิงก็ตาม มันไม่ค่อยได้ถูกถ่ายทอดผ่านละครที่เราเห็นส่วนใหญ่เท่าไหร่ ซึ่งการให้รายละเอียดของในชีวิตจริงมันมีเยอะมากๆ มากกว่านั้นนะครับ ในชีวิตจริงตื่นเช้ามา ถึงแม้ว่าภรรยาผมจะสวย แต่ก็คิ้วไม่ได้ดก แก้มไม่ได้แดงขนาดนั้น ละครส่วนใหญ่ที่เล่น พอแต่งงานแล้วจบบริบูรณ์ โดยที่มันไม่ได้ถูกเล่าต่อครับ”.เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่