"ฟิล์ม ธนภัทร" เปิดใจการทำงานข้ามค่ายครั้งแรกในซีรีส์ "รักษ์" (To Love and Cherish) ประกบ "บัว นลินทิพย์" เผยชีวิตที่เติบโตขึ้น แฮปปี้กับความสุขเรียบง่าย และสถานะหัวใจล่าสุดถึงจะเป็นการร่วมงานนอกต้นสังกัดช่องวันเป็นครั้งแรก พระเอกเจ้าบทบาท “ฟิล์ม ธนภัทร กาวิละ” ก็เผยฝีมือการแสดงที่ “ละเอียด” และ “เข้าถึงบทบาท” มัดใจคนดูได้เช่นเคย กับผลงานซีรีส์โรแมนติกดราม่าเรื่อง “รักษ์ (To Love and Cherish)” ทาง TrueVisions NOW ผลงานการผลิตของสองผู้จัด ชุ–ชุดาภา จันทเขตต์ และ ก้อง–ปิยะ เศวตพิกุล แห่งค่ายสกรีนชอท ที่ถือเป็นการโคจรมาพบกันครั้งแรกกับนางเอกสาว บัว–นลินทิพย์ สกุลอ่องอำไพ นอกจากเรื่องงานที่ยังคงพุ่งทะยาน “ฟิล์ม” ยังเผยความสุขในวันนี้ที่เรียบง่ายกว่าเมื่อก่อน เลยชวนมาคุยเริ่มจาก การมาทำงานในซีรีส์ “รักษ์” ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้ออกมาทำงานนอกบ้าน?“ใช่ครับ เป็นการทำงานนอกบ้านครั้งแรก ผมเชื่อว่าซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้ทุกคนอบอุ่นหัวใจ มีทั้งความโรแมนติก ดราม่า และคอมเมดี้ เป็นซีรีส์ที่ดูพร้อมกันได้ทั้งครอบครัว เพราะมันสะท้อนความรักในหลายแง่มุม จนบางทีทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่า ความรักที่เรามีอยู่ ตอนนี้ เราดูแลมันดีหรือยัง” กับ “บัว นลินทิพย์” มาเจอกันครั้งแรกทำงานร่วมกันเป็นยังไงบ้าง?“สิ่งหนึ่งที่ Amazing มากคือ ผมรู้สึกว่า “คลื่นเราตรงกัน” อย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เค้าส่งมามันถึงกัน เราทุกคนเป็นมืออาชีพกันมาก พอมาเจอกันแล้วมันส่งถึงกันและเชื่อใจกัน ทั้งที่หลายคนเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก มันเป็นความโชคดีของผมจริงๆครับที่ผมได้เจอทีมงานทุกๆคน เพื่อนๆนักแสดงรวมถึงพี่ชุ ซึ่งน่ารักมาก ผมก็รู้สึกว่ากองนี้ผมฝากชีวิตได้ เป็นกองที่มีแต่เสียงหัวเราะจริงๆ บทบาท “รังสิมันตุ์” มีความท้าทายที่สุดตรงไหนสำหรับเรา?“ถ้าให้พูดถึงความท้าทายที่สุด ผมว่าคือการทำยังไงให้เรา “ละเอียดกับความรู้สึก” ได้มากขึ้นครับ มันไม่ใช่แค่บทนี้ แต่มันคือการต่อยอดไปถึงตัวละครทุกตัวในอนาคต อย่างในเรื่องนี้ ตัวละคร “รังสิมันตุ์” ต้องเลิกกับแฟนเก่าแล้วกลับมาเจอกันในรอบ 15 ปี ซึ่งมันไกลตัวผมมาก ผมนึกภาพไม่ออก ผมต้องทำความเข้าใจพาร์ตแบ็กกราวด์ จนรู้สึกว่าเราเติบโตมากับตัวละครจริงๆ 15 ปีที่ผ่านมาเค้าเก็บสิ่งนี้ไว้ในใจยังไง วันแรกที่ผมเริ่มแสดง มันคือวันที่เกิดเรื่องเลย แต่ผมต้องแบกก้อนความรู้สึกมหาศาลตลอด 15 ปีนั้นไว้ด้วย มันไม่ใช่แค่เสี้ยวความทรงจำ แต่มันหล่อหลอมให้รังสิมันต์ุเป็นเขาในวันนี้ จุดนี้ที่ท้าทายที่สุด”จากหลายๆบทบาทที่ผ่านมา แฟนๆ ชื่นชมการแสดงของฟิล์มว่าทำไมละเอียดทุกคำพูด ทุกฉาก ได้ขนาดนี้ เราให้เวลาหรือมีวิธีลงลึกเข้าไปตรงนั้นยังไง?“เป็นคำถามที่ตอบยากจัง (ยิ้ม) ผมไม่เคยคิดเหมือนกันว่าทำไม แต่เพราะผมแค่อยากละเอียดกับความรู้สึกให้มากขึ้น บางทีในชีวิตจริง 1 วินาทีเราอาจมีความรู้สึกถึง 5 อย่างก็ได้ อาจเป็นด้วยช่วงชีวิตด้วยมั้งครับ ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตพุ่งไปกับอนาคตและอดีตเยอะเกินไป จนลืมอยู่กับปัจจุบัน ทำงานแล้วก็คิดแต่ว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร ต้องมีเงินเท่าไหร่ชีวิตถึงจะมีความสุข จนความสุขจริงๆมันไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตและเทกคอร์สเรียนมาประมาณหนึ่ง มันทำให้ผมกลับมาเข้าใจตัวเองและเข้าใจมนุษย์มากขึ้น ผมไม่เคยสัมผัสได้จริงๆว่าคำว่าพอเพียงหรือสุขกับสิ่งที่มีมันเป็นยังไง จนช่วงปีสองปีที่ผ่านมาที่ผมตกผลึก บางทีเรากลับมีความสุขกับอะไรที่ปัญญาอ่อนมาก ไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่มันเป็นความสุขที่ง่ายและมีได้ทุกวัน เมื่อก่อนเราพยายามที่จะสุข แต่พอเข้าใจจริงๆ ความสุขมันไม่เห็นต้องพยายามเลยครับ พอวันนึงที่เรากลับมาทบทวนและมีสติกับปัจจุบัน มันเลยทำให้ตอนที่เราเป็นตัวละครมันเลยอาจจะมีความละเอียด มีสติ และโฟกัสกับตัวละครมาก ผมเห็นตัวเองตอนนี้เหมือนเห็นเด็กที่มองคนแก่แล้วเข้าใจว่า “แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” เมื่อก่อนต้องมีนั่นมีนี่ แต่พอใช้ชีวิตมากขึ้น ชีวิตมันสอนเรากลับมาหมดเลย แล้วมันก็ดีกับการใช้ชีวิตทุกๆด้าน”คนมองว่าเส้นทางอาชีพนักแสดงของฟิล์ม มีช่วงที่กราฟของฟิล์มพุ่งขึ้นเป็นจังหวะๆตลอด?“ผมว่ามันขึ้นอยู่กับคนมองนะครับ สิ่งที่พูดมาก็ถูก แต่ในมุมของผม ผมตั้งใจทำงานทุกชิ้นให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ณ เวลานั้น และมันบวกกับจังหวะชีวิต ผมอาจมีโชคครึ่งหนึ่งที่ได้อยู่ในโปรเจกต์ดีๆ แต่อีกครึ่งหนึ่งคือความทุ่มเท เพราะถ้าโอกาสมาในวันที่เราไม่พร้อม มันก็ไม่ใช่โชค ผมเลยแค่เต็มที่กับทุกงานที่ได้รับครับ” การแสดงของฟิล์มทุกวันนี้ มันเป็นยังไง ยิ่งสนุกขึ้นมั้ย หรืออยู่ในโหมดไหน ณ วันนี้“ผมเหรอ สนุกมั้งครับ มีความสุข แม้ว่าบางวันจะเครียดบ้างก็ตาม เจอบทเครียดๆ หรือบทยาวๆ มันมีเป็นความสนุก แล้วก็มีความสุข มันก็คือความหลงใหลของผม ผมชอบ ผมรัก แค่นั้นแหละ” ถ้าเทียบกับวันแรกๆ มันสนุกยิ่งกว่าเดิมมั้ย? “มันอาจจะไม่ได้สนุกเท่าวันแรก มันอาจจะไม่ได้มีความหลงใหลเหมือนกับวันแรก แต่ผมมีความสุข มากขึ้น มากกว่าวันแรก เพราะผมรู้สึกว่าแค่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก และเราหลงใหลในมัน มันก็มีความสุขแล้ว ความสุขมันเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นกราฟของการทำงาน ในพาร์ตของ ความสุขมันอาจจะไม่ได้เป็นเส้นที่ขึ้นสุด ลงสุดหรือชันอะไรมากมาย แต่มันจะเป็นเหมือนเส้นที่ค่อยๆไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ในเวอร์ชันที่มันสมูทขึ้น” แฟนๆเชียร์กันเยอะมากว่าปีนี้ต้องได้รางวัล? “ผมว่านักแสดงทุกคนที่รักในงานแสดง แค่มีชื่อเข้าชิงก็ดีใจแล้วครับ เพราะนั่นคือการเห็นว่ามีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราหลงใหล ถ้าได้รางวัลก็คือความดีใจเป็นพิเศษ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมชอบการทำงานกับคนที่มีแพชชั่นเดียวกัน มันเป็นเอเนอร์จีที่ดีมากๆ” ช่วงนี้จริงจังกับการออกกำลังกายมาก โดยเฉพาะกีฬา Hyrox ที่เพิ่งไปแข่งมา?“มันเป็นกีฬาประเภทใหม่ที่ท้าทายมากครับ มันไม่ได้ใช้แค่กล้ามเนื้อ แต่ต้องอาศัยความฟิตของร่างกายและใจที่อึดจริงๆ ผมเป็นคนชอบเห็นรูปร่างตัวเองเวลาออกกำลังกาย ชุดแข่งอาจจะดูน้อยชิ้นไปหน่อย แต่จริงๆ มันคือความคล่องตัว”จะเคลื่อนไหวทำอะไร แฟนๆก็ติดตามเสมอ จนถึงวันนี้ แฟนๆก็ดูจะเยอะขึ้น เหนียวแน่นขึ้น?“จริงๆก็ดีใจนะครับ ดีใจที่ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม จะมีคนทั้งแฟนคลับของเราที่เป็นแฟนคลับที่ยังคงเหนียวแน่นเหมือนเดิม รวมถึงแฟนๆหน้าใหม่ แฟนๆละคร เวลาเราไปไหน ก็มีคนพูดถึงตัวละครนู่นนี่ เราก็รู้สึกดีใจนะครับว่าผลงานของเราทุกวันนี้ก็มีคนเห็นคุณค่าอยู่ ยังมีคนดูอยู่ มันก็คือความชื่นใจ”สุดท้าย เรื่องความรักล่ะ ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?“เหมือนเดิมเลยครับ เรื่อยๆเลย” มีคนมาให้แม่ดูมั้ย? “ยังจ้า ก็ใช้ชีวิตเรื่อยๆ ผมเอนจอยกับชีวิตมากกว่า ตั้งแต่เลี้ยงแมวมาก็รู้สึกว่าเราไม่ได้โหยหาขนาดนั้นแล้ว มันมีอะไรมาเติมเต็มเรา แล้วพออยู่กับเค้ามากๆ มันก็เริ่มเป็นความผูกพัน ซึ่งพอเราหาความสุขได้กับปัจจุบันที่เรามีอยู่ มันก็เลยไม่ได้รู้สึกโหยหากับอะไรที่มันขาดไป มีก็มี ไม่มีก็อยู่แบบนี้ ก็มีความสุขแล้ว ถ้าเราไปวิ่งไล่ตามมัน ในจังหวะที่ไม่ใช่ แล้วไปเจอคนที่ไม่ได้อยากได้จริงๆ แค่คบในช่วงเวลาเหงาอย่างเดียว มันก็อาจจะไม่ดีกับเค้า ไม่ดีกับเรา ผมว่าถ้ามันใช่ มันก็ใช่เองมั้ง”.เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่