ยอดสมัครสอบครูผู้ช่วย ปี 2560 พุ่งเฉียด 2 แสนคน!!!นับเป็นประวัติการณ์ที่มีผู้สมัครสอบมากที่สุด เป็นผลมาจากการเปิดทางให้กลุ่มคนที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมาสมัครสอบบรรจุ ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักจากแวดวงวิชาชีพครูแม้สุดท้ายจะยอมถอยด้วยการ ปรับปรุงแนวปฏิบัติการรับสมัครสอบครูผู้ช่วย ประจำปี 2560 ให้เปิดทางกลุ่มคนที่ไร้ “ตั๋วครู” สมัครสอบได้เพียง 25 สาขาวิชา จากที่เปิดรับสมัคร 61 สาขาวิชา แต่มติ ก.ค.ศ. ที่ให้ ปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่ง และ แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ในตำแหน่งครูผู้ช่วย ยังคงอยู่และกลายเป็น “เสี้ยนตำใจ” ผู้คนในวงการวิชาชีพครู เพราะกลัวว่าการรับสมัครสอบครูผู้ช่วยที่จะมีขึ้นในครั้งต่อๆไป อาจเปิดกว้างให้สมัครสอบได้ทุกสาขาวิชาอีก และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงผู้คนในวงการแม่พิมพ์จะทำอย่างไรฟังผู้ใหญ่พูดกันมาเยอะแล้ว “นิสิตา” ว่าเรามาลองฟังตัวจริง เสียงจริง ของน้องๆนิสิต นักศึกษาครู ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายนี้โดยตรงดีกว่า ว่ามีมุมมองในเรื่องนี้อย่างไรเริ่มกันที่ ชญนันท์ รักษาศรี หรือ ดริว นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นว่า “ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่อยากให้ทุกคนมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากกว่า ลองคิดดูสิครับคนที่ไม่จบครู หากสอบผ่านได้บรรจุต้องสอนด้วย อบรมไปด้วย ทำงานอื่นในโรงเรียนด้วย ผลที่ตามมาคือ มีเวลาให้นักเรียนน้อยลง ในหลายๆประเทศที่การศึกษาค่อนข้างดีก็มีนโยบายแบบนี้ แต่ถ้าสอบได้ก็ให้เพียงสังเกตการสอนก่อนเท่านั้น ต้องไปเรียนหรืออบรมจนได้ใบประกอบวิชาชีพก่อนจึงจะบรรจุและสอนจริง ใบประกอบวิชาชีพจึงเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันว่ามีประสบการณ์และความรู้ในการสอน ถ้าในอนาคตจะมีการเปิดกว้างจริงก็ควรลดเวลาเรียนครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ให้เป็น 4 ปีเท่ากัน ซึ่งถ้าลดจริงผมก็ไม่เห็นด้วยเพราะยังเชื่อในวิชาชีพและศาสตร์การสอนที่ต้องผ่านการบ่มเพาะก่อน พวกเราไม่ได้กลัวคนมาแย่งงาน แต่คิดว่าหากจะเริ่มต้นทำหน้าที่ครูก็ควรต้องผ่านการเรียนวิชาชีพครูก่อนเพื่อประโยชน์ของเด็ก”โจโร่...ฉลองวุฒิ จันทร์หอม นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับช่วงสานต่อ “ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น เพราะเป็นเรื่องดีที่จะได้คนเก่งวิชาความรู้มาสอน แต่ปัญหาคือคนเหล่านี้ยังไม่มีความรู้ด้านจิตวิทยา ขาดเทคนิคการถ่ายทอด การวัดประเมินผล ผมเป็นทั้งติวเตอร์และนิสิตฝึกสอนเลยมีประสบการณ์ตรง อยากบอกว่าบทบาทครูกับติวเตอร์ต่างกัน ติวเตอร์บอกเนื้อหา ทริกในการทำข้อสอบ แต่ครูต้องออกแบบกิจกรรมที่จะพัฒนานักเรียนให้เป็นคนเก่งคนดีครบทั้งพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย ฉะนั้น ไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นครูผมจึงไม่ขัดถ้าจะเข้ามาแต่ต้องเรียน ป.บัณฑิตก่อนแค่ปีเดียวผมเชื่อว่าเราจะได้ครูที่ดีแน่นอน ส่วนที่ว่าไม่เป็นธรรมกับคนเรียนครู 5 ปี ผมว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่ห่วงมากกว่าคือ เด็กจะได้ครูเก่งแต่สอนไม่เป็น เหมือนจับคนว่ายน้ำไม่เป็นไปฝึกกลางทะเลลึก มีโอกาสสูงที่จะจมน้ำตาย จึงอยากฝากให้ทบทวนว่าการทำแบบนี้จะได้คนเก่งจริงหรือ น่าจะมีนโยบายดึงดูดคนดี คนเก่งมาเรียนครูมากกว่า”ตามมาด้วยว่าที่ครูคนสวย แนน...ภัทรนันท์ สงเดช นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต บอกว่า “การเอาใครก็ได้มาเป็นครูไม่ถูกต้อง เป็นการตัดโอกาสคนเรียนครู ปัจจุบันมีคนจบครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรงจากทั่วประเทศก็มากพอสมควรแล้ว ที่สำคัญนิสิต นักศึกษาครู ต้องใช้เวลาเรียนถึง 5 ปี ต้องบ่มเพาะจิตสำนึก จรรยาบรรณ เทคนิควิธีการสอน ประสบการณ์ในการฝึกสอนและความรักในวิชาชีพ ในขณะที่คนที่ไม่ได้จบครูไม่เคยผ่านสิ่งเหล่านี้ การสอนเด็กต้องแตกต่างกันแน่นอน ส่วนตัวมองว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ดังนั้นไม่ใช่ใครก็ได้เข้ามาเป็นครูได้ง่ายๆ จำเป็นต้องผ่านการบ่มเพาะจิตวิญญาณความเป็นครู รู้เทคนิควิธีการสอนก่อน”เอ...อนุวัฒน์ อินต๊ะ นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์ ประธานสโมสรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บอกอย่างมั่นใจว่า “ถ้าคณะศึกษาศาสตร์/ ครุศาสตร์ผลิตครูสาขาใดก็ไม่ควรรับจากสาขาอื่น แต่ถ้าเป็นสาขาที่ไม่ได้ผลิตก็เปิดรับได้ แต่ถ้าจะเปิดกว้างกันจริงๆก็ควรมีแผนให้ชัดเจน เพราะอย่าลืมว่าคณะอื่นเรียนแค่ 4 ปี แต่ครูต้องเรียน 5 ปี คนที่จบจากสาขาอื่นไม่ได้ฝึกสอน ไม่รู้รูปแบบการสอน ไม่มีจิตวิทยาการสอน ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ปิดกั้นแต่ต้องมีมาตรฐาน ที่จะทำให้คนกลุ่มนี้มีความทัดเทียมกับคนเรียนครู 5 ปี และมีจรรยาบรรณวิชาชีพ”ปิดท้ายด้วย อาม...อัสนี สมิทธิชัยนนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่า “ในทัศนะของผมคิดว่าทำได้ แต่ถ้าจะให้เป็นประโยชน์กับนักเรียน ต้องให้ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานวิชาชีพและมีใบประกอบวิชาชีพครูก่อนสอน เพราะถ้าให้บรรจุโดยไม่มีความรู้การสอนเลย จะส่งผลเสียต่อผู้เรียน โรงเรียน คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ประเทศชาติ และไม่ยุติธรรมกับคนเรียนครู 5 ปี ซึ่งตอนนี้มีการเปิดกว้างในสาขาที่ขาดแคลนอยู่แล้ว ถ้าในอนาคตจะเปิดกว้างทุกสาขาวิชาจะยิ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบการศึกษาและกระบวนการผลิตครูของทุกมหาวิทยาลัย ในฐานะนักศึกษาครูผมคิดว่าระบบการศึกษาไม่สามารถเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน ต้องค่อยเป็นค่อยไป ถ้าหากเร่งรัดแก้ปัญหาไม่ตรงจุดจะทำให้เกิดความเสียหายแก่การศึกษาทั้งระบบ อยากฝากถึงผู้ใหญ่ที่มีอำนาจให้พิจารณาและปรับแก้ไขแผน เพื่อการศึกษาไทยจะได้ไม่ถอยหลังเข้าคลอง”นี่คือเสียงสะท้อนของน้องๆ นิสิต นักศึกษาครู ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ซึ่ง “นิสิตา” มองว่าเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ควรจะเปิดใจรับฟัง เพราะสิ่งที่พวกเขาห่วงไม่ใช่แค่ตัวเองแต่เป็นอนาคตของชาติเพราะหัวใจหลัก คือการได้มา ซึ่ง “ครูคุณภาพ”!!!นิสิตา/รายงาน