นายกฯยันโอนเงินเยียวยา 4.7 พันล้านบาท ให้ ปภ.เรียบ ร้อยแล้ว มั่นใจเพียงพอ พร้อม เร่งทุกหน่วยงานสำรวจความเสียหาย-จ่ายเงินเยียวยาทันที ไม่ต้อง รอน้ำแห้งทั้งจังหวัด พร้อมสั่งคลังหารือ ธ.ก.ส.เสนอแผนฟื้นฟู ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการไฟฟ้า-ประปา ให้หาแนวทางลดค่าไฟค่าน้ำครัวเรือนที่เจอน้ำท่วม ขณะที่ ปภ.ย้ำผู้ประสบอุทกภัยยื่นข้อมูลครบ พร้อมโอนเงินเยียวยาให้ใน 3 วัน ล่าสุดมีการยื่นขอเงินเยียวยาผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ทะลุกว่า 1 ล้านครัวเรือน กทม.นำโด่งกว่า 4.5 แสนครัวเรือน ขณะที่ ศธ.พบสถานศึกษาเสียหายจากน้ำท่วม 1,097 แห่ง สั่งวางแผนซ่อมแซมพร้อม รับเปิดเรียนหลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เร่งทุกหน่วยงานให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ทั้งการจ่ายเงินเยียวยาและการฟื้นฟูบ้านเรือน พื้นที่ทำกิน“อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะประชุม บกปภ.ช.ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อวันที่ 5 ต.ค. เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีรัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้นำเหล่าทัพ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ศูนย์ ปภ.เขต ปภ.จังหวัด เข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เร่งดูความเสียหาย–จ่ายเยียวยาในส่วนการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย นายอนุทินกล่าวว่า ให้เร่งสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนให้ครบถ้วน และเร่งจ่ายเงินเยียวยาทันที โดยไม่ต้องรอครบทั้งพื้นที่ และให้ ปภ.ประสานธนาคารโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนทันที สำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางมาลงทะเบียนทางหน่วยงานราชการหรือไม่สะดวกลงทะเบียนผ่านออนไลน์ ให้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปบริการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในศูนย์พักพิงและตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาครบถ้วนฟื้นฟูทันทีไม่ต้องรอน้ำแห้งทั้งจังหวัดนายอนุทินกล่าวอีกว่า พื้นที่ที่น้ำเริ่มลดขอให้เริ่มสูบน้ำ เก็บขยะทำความสะอาด ตรวจระบบไฟฟ้า ประปา ดำเนินการทันที ไม่ต้องรอให้ทั้งจังหวัดน้ำแห้งก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเก็บขยะ ทางกรุงเทพมหานครแจ้งประชาชนในเขตแล้วว่า ช่วงใดจะมีการเข้ามาเก็บขยะแบบ Big cleaning ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการเตรียมตัวของประชาชน จึงขอให้พื้นที่อื่นๆได้ดำเนินความสะดวกเช่นเดียวกัน และในสัปดาห์นี้ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเร่งประสานงานเปิดให้ลงทะเบียนยื่นขอเยียวยา ขอให้เร่งดำเนินการ หากข้อมูลเข้ามาถึงเมื่อไหร่ขอให้เร่งทยอยจ่ายตามคิวที่เข้ามา ไม่ต้องรอให้ครบก่อนแล้วค่อยจ่าย หรือรอให้การฟื้นฟูเสร็จเรียบร้อยค่อยจ่าย ปภ.โอนเงินทั้งก้อนไปยังธนาคารออมสินแล้ว และรอระหว่างการประมวลผล อำเภอไหน จังหวัดไหน ตำบลไหนเสร็จก่อน ออมสินสามารถจ่ายเงินได้เลยให้ “ไฟฟ้า–ประปา” ลดภาระบ้านน้ำท่วมนอกจากนี้ นายกฯยังเน้นย้ำข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ และเหมาะสมกับสถานการณ์ กรณีเครื่องจักรของภาครัฐไม่เพียงพอ ให้จังหวัดระดมหรือจัดหาเครื่องจักรจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ ให้เริ่มฟื้นฟูในพื้นที่ที่น้ำลดทันที ตรวจระบบสาธารณูปโภคให้มีความพร้อมใช้งาน รวมถึงให้เสนอแผนฟื้นฟู และความช่วยเหลือประชาชน โดยสำรวจ ขึ้นทะเบียน นำส่งรายชื่อครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินชดเชยจากสถานการณ์น้ำท่วม และให้กระทรวงการคลังหารือกับ ธ.ก.ส. เสนอแผนฟื้นฟูและการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ให้การไฟฟ้าและการประปา ทั้งนครหลวงและภูมิภาคหาแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ครัวเรือน ในบริเวณที่เกิดน้ำท่วมน้ำขัง โดยเว้นหรือลดค่าไฟค่าน้ำ เพื่อลดภาระของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยปภ.ทำหน้าที่ตัวกลางประสานงาน“ในระยะนี้ขอให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว และพื้นที่ที่น้ำลดแล้วต้องเร่งฟื้นฟูทั้งบ้านเรือน พื้นที่สาธารณะ และระบบสาธารณูปโภคให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยขอให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมตามภารกิจ หน่วยทหารเตรียมกำลังและยุทโธปกรณ์สนับสนุนการช่วยเหลือและอพยพประชาชน ตำรวจดูแลเส้นทาง การจราจร และความปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุขเตรียมบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ การดูแลผู้ประสบภัย และจัดสรรกำลังพลสับเปลี่ยนให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ขณะที่ ปภ.ให้เป็นหน่วยงานกลางติดตามประเมินสถานการณ์ ประสานจังหวัด และเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเข้าพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุ” นายกรัฐมนตรีกล่าวมั่นใจ 4.7 พันล้านบาทเพียงพอต่อมา นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีวงเงินในการเยียวยาผู้ประสบภัย 4.7 พันล้านบาท หากไม่เพียงพอสามารถขอเพิ่มได้หรือไม่ว่า ต้องเพียงพอ เพราะงบส่วนนี้คืองบที่เหลืออยู่ เป็นในส่วนงบกลาง ตอนแรกจะคืนให้กับคลังเพื่อนำไปชำระหนี้ต่างๆเหมือนกับปีที่ผ่านมา งบประมาณส่วนนี้เหลือประมาณ 10,000 ล้านบาท นำไปคืนคลังเพื่อชำระหนี้ของ ธ.ก.ส.อย่างปีนี้ ตั้งใจว่าจะนำไปชำระหนี้จำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท แต่มาเกิดเหตุน้ำท่วม ดังนั้นในส่วนของการชำระหนี้เดี๋ยวค่อยไปดูในส่วนของงบปี 2570 ว่าจะจัดสรรได้อย่างไรบ้าง และหากงบของปี 2569 ที่สำรองเงินเยียวยาน้ำท่วมไม่พอ ต้องไปใช้งบของปี 2570 แต่จากการสำรวจเบื้องต้น ยืนยันว่าน่าจะเพียงพอย้ำมาก่อนได้ก่อนโอนเงินให้ ปภ.แล้วนายอนุทินกล่าวอีกว่า วันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค ที่ไปสำรวจและขึ้นทะเบียนผู้ที่จะได้รับการเยียวยาโดยไม่ต้องรอให้น้ำแห้ง และไม่ต้องรอจนได้ทั้งจังหวัด หรือได้ทั้งภาค ย้ำว่า “first come first serve” (มาก่อนได้ก่อน) เพราะงบประมาณได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว เงินส่วนนี้ได้โอนให้กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปดำเนินการได้เลย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและขอให้ทำให้ได้โดยเร็วข้อมูลครบรับเงินใน 3 วันด้าน น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผอ.กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ปภ. กล่าวถึงแนวทางเยียวยาช่วยเหลือประชาชนว่า ส่วนที่หนึ่งคือ เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ขณะนี้ กทม.และจังหวัดที่เป็นพื้นที่ประสบภัยทยอยสำรวจข้อมูลความเสียหายและเริ่มจ่ายเงินให้กับผู้ประสบภัยแล้ว ส่วนที่ 2 คือ เงินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในกรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยประจำไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงกรณีน้ำท่วมขังติดต่อกัน 7 วันขึ้นไป ที่จะช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนที่อยู่อาศัยประจำและอาคารสูงที่ถูกน้ำล้อม 7 วันขึ้นไป จะช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท นายกฯสั่งการให้เร่งดำเนินการ ปภ.จึงประสานไปยัง กทม. และ 75 จังหวัดสำรวจและยืนยันข้อมูลกลับมาให้ ปภ. โดย ปภ.ประสานไปแล้วว่า หากทางท้องถิ่น กทม.และจังหวัดส่งข้อมูลมาให้ ปภ. สามารถส่งข้อมูลยืนยันให้ธนาคารออมสิน และสามารถโอนเงินเยียวยาได้ภายใน 2-3 วัน หรือ ไม่เกินภายในสัปดาห์นี้ จึงขอฝากไปยังพื้นที่เร่งสำรวจข้อมูลเข้ามาขอเยียวยาทะลุ 1 ล.ครัวเรือนน.ส.ศิริธรกล่าวอีกว่า จากข้อมูล เวลา 07.00 น.วันที่ 5 ต.ค.ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐแล้ว 1,056,361 ครัวเรือน แบ่งเป็น กทม. 458,987 ครัวเรือน รองลงมา จ.สมุทรปราการ 149,194 ครัวเรือน จ.ปทุมธานี 130,010 ครัวเรือน จ.ฉะเชิงเทรา 42,531 ครัวเรือน และ จ.ระยอง 36,016 ครัวเรือนคนกรุง 4 หมื่นรายขอรับเยียวยาขณะที่นายปริญญา จันทคุปต์ ผอ.ส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ประมาณ 4 หมื่นราย โดยสิทธิการช่วยเหลือ ประกอบด้วย ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าอุปกรณ์ยังชีพ มี 3 เขตที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตสายไหม และเขตบางกะปิน้ำท่วมกระทบสถานศึกษาอื้อวันเดียวกัน นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์อุทกภัยว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับรายงานว่ามีสถานศึกษาได้รับผลกระทบจากสถาน การณ์น้ำท่วมแล้ว 1,097 แห่ง โดยบางแห่งยังไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ เนื่องจากมีน้ำท่วมในพื้นที่ ขณะเดียวกันครูและบุคลากรทางการศึกษาบางส่วนก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่บ้านพักด้วย ซึ่ง ศธ.ได้กำชับหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเร่งสำรวจความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากร และประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่ หลายแห่งได้จัดตั้งโรงครัวเพื่อประกอบอาหารและบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา ทั้งการระบายน้ำ การจัดส่งถุงยังชีพ และการดูแลด้านสาธารณสุขวางแผนซ่อมแซมพร้อมเปิดเรียน“การเตรียมรับมวลน้ำเหนือนั้น เราไม่สามารถรอให้สถานการณ์เกิดขึ้นแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยให้สถานศึกษาประเมินสถานการณ์และเตรียมยกสิ่งของ เครื่องมือ และอุปกรณ์สำคัญขึ้นที่สูง รวมถึงสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบแล้ว เพื่อวางแผนซ่อมแซมและฟื้นฟูให้สามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้โดยเร็ว” นายอัครนันท์กล่าวอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่