ชุดสืบสวน กก.3 บก.ปอศ.แกะรอยลากคอสาวแสบอยู่ในขบวนการสแกมเมอร์ โพสต์ข้อมูลในเฟซบุ๊กล่อลวงเหยื่อลงทุนซื้อขายทอง มีเหยื่อหลงเชื่อจำนวนมากความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท แต่ยังปากแข็งให้การปฏิเสธ อ้างถูกลวงไปร่วมแก๊งที่ประเทศกัมพูชา ถูกกักขังอยู่กว่าสัปดาห์ถึงหนีกลับมาได้ แต่ชุดจับกุมไม่เชื่อ เพราะตรวจสอบประวัติพบหมายจับอีก 2ใบ ล้วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ทั้งสิ้นตำรวจ ปอศ.บุกรวบสาวแสบลวงเหยื่อลงทุนรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 ต.ค. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. สั่งการให้ พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก.5 บก.ปปป. รรท.ผกก.3 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.วชิรเชษฐ์ อัครธีระพงศ์ สว.กก.3 บก.ปอศ. นำจับกุม น.ส.อริยะ บุญสิงห์ อายุ 25 ปี ที่หน้าบ้านเลขที่ 15/21 ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3614/2566ลง 24 ต.ค.2566 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 2566 ผู้เสียหายเห็นบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ร้านทองออโรร่า” โพสต์ข้อความชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาร่วมลงทุนเทรดหุ้นทองคำให้ผลตอบแทนสูง หลังจากผู้เสียหายลงทุนจะปรากฏยอดเงินลงทุนและผลกำไรบนแพลตฟอร์มปลอมที่คนร้ายสร้างขึ้นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ต่อมาผู้เสียหายต้องการถอนเงินลงทุนออกมา คนร้ายจะอ้างสารพัดเงื่อนไขไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4 ล้านบาท กก.3 บก.ปอศ.รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้งสิ้นรวม 50 คน และ 1 ในนั้นคือ น.ส.อริยะ สืบสวนติดตามตัวจนทราบว่าหลบหนีมาอาศัยอยู่กับแฟนหนุ่มที่บ้านใกล้สถานีรถไฟอรัญประเทศ ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จัดชุดสืบสวนลงพื้นที่เฝ้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าว กระทั่งพบตัวผู้ต้องหาจนสามารถจับกุมตัวได้หน้าบ้านแฟนหนุ่มสอบสวน น.ส.อริยะให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าเมื่อปี 2566 หางานทำออนไลน์ พบการรับสมัครแอดมินเว็บไซต์พนันออนไลน์ ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ (Messenger) ในบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว พร้อมนัดหมายให้เดินทางข้ามแดนไปฝั่งประเทศกัมพูชาเพื่อทดลองงาน หลังข้ามแดนไปถึงมีชายชาวกัมพูชาประมาณ 2-3 คน มารับตัวไปกักขังไว้ มีคนไทยพักอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ถูกยึดอุปกรณ์สื่อสารและหนังสือเดินทาง บังคับให้เปิดบัญชีธนาคารไทย 3 บัญชี พร้อมลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์สำหรับใช้ผูกบัญชี วันต่อมามีคนนำตัวไปสแกนใบหน้า บริเวณตึก 25 ชั้น หลังถูกกักขังอยู่กว่า 1 สัปดาห์จึงหาทางหลบหนีกลับมาฝั่งประเทศไทยได้ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น หลังสอบสวนเบื้องต้นชุดจับกุมไม่ได้เชื่อคำกล่าวอ้าง คุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามหมายจับตรวจสอบประวัติ น.ส.อริยะ บุญสิงห์ พบมีหมายจับอีก 2 หมายจับ ได้แก่ หมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ 663/2566 ลงวันที่ 6 ก.ย.66 ต้องหาว่ากระทำผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนอีกหมายจับเป็นของศาลอาญาพระโขนงที่ 87/2569 ลงวันที่ 28 ม.ค.69 ข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และข้อหาร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ข้อมูลบิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยมิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และข้อหาเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่