สถานการณ์การเมืองเริ่มเข้าสู่โหมด “วิกฤติรัฐบาลถึงทางตัน แม้ชนะศึกนิติสงคราม แต่กำลังพ่ายแพ้ศรัทธาประชาชน” เพราะแผลเก่า แผลใหม่ถาโถมรุมเร้าเข้ามาอย่างไม่ขาดสายโดยเฉพาะหลังผ่านมรสุมที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติคดี “ฮั้วเลือก สว.” ส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ตามด้วยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ไม่ขัดรัฐธรรมนูญตรงกับจังหวะวาระครบ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.49 และวาระครบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 19“ทีมการเมือง” จึงพาย้อนเข็มนาฬิกาไปดูปรากฏการณ์ 2 เวทีที่สะท้อนมุมคิดอย่างตรงไปตรงมา ถึงเหตุบ้านการเมืองของประเทศไทย โดยเริ่มจาก สำนักงานราชบัณฑิตยสภา จัดเสวนา เรื่อง “คดีฮั้ว สว.: เรื่องจริงที่คนไทยต้องรู้” แม้มีเหตุการณ์อุทกภัยถล่มภาคกลาง-กทม. แต่สังคมยังเกาะติดอย่างใกล้ชิดมี นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวเปิดงานและชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคมและมี 4 ระดับปรมาจารย์ด้านกฎหมายเป็นวิทยากร ขึ้นเวทีชำแหละมติ กกต.อย่างถึงพริกถึงขิง จนกลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่กลุ่ม สว.สีน้ำเงินพยายามล่ารายชื่อเอาผิดกับ กกต.เสียงข้างน้อยเตรียมยื่นต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้พิจารณาไต่สวนเข้าข่ายกระทำผิด มาตรา 234 และ 235 เกี่ยวกับความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีนำความลับในสำนวนคดีฮั้ว สว.มาเปิดเผยในงานเสวนาที่ถูกจับตามอง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย “อดีตประธานแผนกเลือกตั้งในศาลฎีกา” แย้มให้เห็น “พิรุธโครงสร้างเลือกตั้ง สว.” แบบละเอียดยิบ ตั้งแต่วันรับสมัครระดับอำเภอ 928 อำเภอ จนถึงวันเลือกระดับประเทศ ที่มีเงื่อนปมความผิดปกติพร้อมชี้ให้เห็นถึง “เบื้องหลังการดำเนินคดีฮั้ว สว.” ทำนองถูกขบวนการไม่อยากให้เปิดเผยข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมาย ไล่ล่าความจริงตามบดขยี้ตั้งแต่ระดับอำเภอ-จังหวัด-จนถึงระดับประเทศและใน กกต.เห็นได้จากตามที่ระบุว่า “ตามข้อเท็จจริงทุกจังหวัดทำสำนวนเสร็จ แต่ถูกยกคำร้องหมด เพราะแต่ละอำเภอจนถึงจังหวัด มีผู้บริหารจัดการทำให้พยานไม่มา หรือเปลี่ยนคำให้การ พยานหลักฐานจึงไปไม่ถึง……ผมหารือกับ กกต.เพื่อให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดิน ไม่ปล่อยปัญหานี้ผ่านไป กฎหมายให้อำนาจ กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนจึงหารือกับตำรวจ ดีเอสไอ ป.ป.ง. เพื่อตรวจสอบเส้นเงิน โทรศัพท์ การสอบปากคำในระดับอำเภอ แต่ถูกคัดค้านในที่ประชุม เพราะไม่เคยดำเนินการมาก่อน เกรงความลับสำนวนรั่วไหล” เป็นการบ่งบอกว่ามีแรงต้านจากภายใน กกต.ตลอดขณะเดียวกันระบุถึง “สำนวนดีเอสไอมีความหนาแน่น แต่สำนวนของ กกต.ไม่มีความคืบหน้า สุดท้ายที่ประชุม กกต.ไม่รับโอนสำนวน” เป็นที่มาตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26 เพื่อให้ กกต.ได้ดำเนินการต่อเองจนทำสำนวนเสร็จสุดท้าย กกต.ตั้งคณะอนุกลั่นกรองพิเศษชุดที่ 36 ขึ้นมาอีก แต่ประธานคณะอนุฯชุดนี้ไม่เรียกประชุมเลย 45 วัน อ้างประธานฯไปต่างประเทศทำให้พิจารณาล่าช้า มีผลกระทบ เพราะ กกต.กำลังทยอยครบวาระ สุดท้ายสำนวนของคณะอนุฯ 36 ก็ถึงมือ กกต.และยังมีการเปิดถึง กกต.มีมติแบบเฉียดฉิวไม่รับพยานหลักฐานจากดีเอสไอที่เป็น “สำนวนการฟอกเงิน” มีทั้ง “ภาพถ่าย–เส้นเงิน–เส้นโทรศัพท์– เกี่ยวโยงกับผู้ถูกกล่าวหา 8 คน”ขณะที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กะเทาะเปลือกปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่โครงสร้างระบบเลือก สว. ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ “ฮั้วเลือก สว.”แต่การใช้กระบวนการเหมือนในปัจจุบัน ไม่มีทาง “ล้มระบบที่เป็นจุดเสื่อมของระบอบประชาธิปไตย” ได้ หาก “ศาลฎีกาเฮี้ยนหนัก” ใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานที่ยังขาดวินเข้าไปดู เมื่อ กกต.ชี้มูล 77 คนผิดหมด ก็ต้องเพิกถอนสิทธิ์รับสมัครรับเลือกตั้ง 77 คนเท่านั้นทางออก “ล้มล้างระบบเลือก สว.ที่ผิดพลาด” คือ กลุ่มผู้เสียหายยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังใช้เครื่องมือจับเท็จ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จนได้พยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน เชื่อได้ว่า “ฮั้วทั้งระบบ” เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุไม่เห็นด้วยกับการ “ปลุกระดมมวลชนขับไล่ กกต.” เพราะไม่ช่วยอะไรด้าน นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ตั้งข้อสังเกตการใช้อำนาจของ กกต.ที่ถูกกำหนดอยู่ภายใต้มาตรฐาน “สุจริต-เที่ยงธรรม-กล้าหาญ-ปราศจากอคติ” หากเกินกว่านี้เข้าข่าย “ทำตามอำเภอใจ” จึงชี้ 6 ช่องทางเอาผิด กกต.สำหรับ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. อดีตประธานแผนกในศาลฎีกา ได้ตั้งคำนิยาม “ฮั้วการเมือง” เป็นพัฒนาการที่เลวร้ายมาก เพราะกลุ่มคนหรือนักการเมือง รวมกันวางแผนจัดตั้ง หรือเลือกตั้ง “ล็อกผลลัพธ์ทางการเมือง” ให้เป็นไปตามความมุ่งหมาย รวมหัวเอาเปรียบคนอื่น เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์“สว.ที่เข้ามาโดยวิธีนี้ ไม่ใช่ผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่เป็นตัวแทนของคนที่อยู่เบื้องหลัง มาจากระบบกระซิบ กลายเป็นผู้แทนจากอำนาจเงิน–อิทธิพล ส่งผลต่อกฎหมายในอนาคตขัดต่อหลักความศรัทธา เชื่อถือ ไว้วางใจต่อองค์กรแห่งรัฐ ที่จะถูกทำลายในทันที ทำลายระบบนิติรัฐ ปล่อยให้ผู้ทำผิดกฎหมายใช้เงิน อิทธิพล เข้าสู่กระบวนการอำนาจรัฐคนดีที่ตั้งใจเข้ามาด้วยความรู้ความสามารถ ไม่มีโอกาส เป็นบ่อนทำลายหลักนิติธรรมอย่างรุนแรงที่สุดขัดต่อรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง……ถ้ายอมให้ระบบแบบนี้คงอยู่ ระบอบประชาธิปไตยจะถูกทำลาย ระบอบเผด็จการที่เราไม่ต้องการจะเข้ามา”อยากให้ระบอบประชาธิปไตยคงอยู่ ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด“สถานการณ์ของประเทศไทย ให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย ถือว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้มีคะแนนสูงสุด แต่นันถือว่าสมบูรณ์แล้ว” นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษก่อนเปิดตัวหนังสือ “หงส์ลายมังกร” ที่เป็นประวัติของคุณอานันท์ เขียนโดย “วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย”โดยชี้ให้เห็นว่า การมองเฉพาะผลการเลือกตั้ง รู้แค่ว่าใครแพ้ ใครจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิด ไม่เคยเป็นห่วงว่า พอเป็นรัฐบาลแล้ว ดำเนินนโยบายหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ถือว่าเกมนั้นเสร็จสิ้นไปแล้วในสายตาของ นายอานันท์ “ประชาธิปไตยมีขีดจำกัด ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ต้องมีสิ่งประกอบอื่น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ธรรมาภิบาล” ที่ประกอบด้วยหลายอย่าง ทั้งความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาล อิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้องถ้าประชาธิปไตยไม่มีหลักธรรมาภิบาลก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งแรกที่ต้องแสวงหา สิ่งที่สังคมต้องการคือ ธรรมาภิบาล “การปกครองโดยธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลาง ประชาธิปไตยจะมาเอง”ขณะเดียวกันสังคมไทยฟังง่ายๆ แล้วฟังไม่รู้เรื่อง แล้วตัดสินใจเร็ว ถึงเวลาที่คนไทยต้องปรับความคิดใหม่ เพื่อสิทธิมนุษยชน เรื่องคุณค่าการอยู่ร่วมกันโดยไม่ประหัตประหาร คุณค่าความสามัคคีสังคมชอบพูดว่าคนนั้นเป็นคนสีน้ำเงิน สีฟ้า สีเหลือง เหล่านี้เป็นเรื่องตลก หลายคนระบุว่าพวกนี้เป็น “อนุรักษ์นิยม” ผมก็ขำในใจ เพราะไม่รู้ว่าอนุรักษ์นิยมในภาษาการเมืองระหว่างประเทศมีความหมายอย่างไรไทยไม่มี “อนุรักษ์นิยม” มีแต่ “อำนาจนิยม” อย่าไปคิดว่าสังคมไทยคือ สังคมต่างประเทศ มีปัญหาเรื่องอนุรักษ์นิยม-สังคมนิยม-เสรีนิยมในความหมายที่ถูกต้อง สามสิ่งที่พูดเป็นวิธีคิด แต่ไม่ทำให้ประเทศชาติล่มจมเราต้องนั่งทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่เชื่อในอดีตมันจริงหรือไม่ เราจะอาศัยใครเป็นคนชี้นำ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม