ประวัติศาสตร์การเมืองโลก การแทรกแซงเสรีภาพสื่อมวลชน โดยรัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจ มักนำไปสู่จุดจบที่ไม่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนในอดีตอย่างสหภาพโซเวียต หรือระบอบอำนาจนิยมประเทศแถบละตินอเมริกา ที่ใช้อำนาจรัฐและงบฯ เป็นเครื่องมือครอบงำสื่อฯ ผลลัพธ์สุดท้าย คือสังคมสูญเสียกระจกสะท้อนความจริงรัฐบาลมิควรกระทำการใดๆ ที่อาจนำไปสู่การบริหารงานบนภาพลวงตา ยกบทเรียนเพื่อมากระตุกเตือน กรณีสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส) ที่เสนอโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย และคณะสาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือการยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตสุรา และยาสูบ หรือภาษีบาป ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ที่เคยโอนตรงให้ไทยพีบีเอส และเปลี่ยนให้มาขอรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยอ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังนั้น ก็เพื่อให้งบประมาณเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นต้นแต่ในมุมมองฝ่ายค้าน และองค์กรวิชาชีพสื่อ มองการเปลี่ยนแหล่งรายได้เช่นนี้ คือการทำลายโครงสร้างหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากไทยพีบีเอสต้องขออนุมัติงบประมาณจาก สส.รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจ อาจถูกขู่ตัดงบฯ หากนำเสนอข่าวสารที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลยุคนั้นๆอย่างตรงไปตรงมา ดังที่ควรจะเป็น สภาพสื่อสาธารณะสุ่มเสี่ยงที่จะแปรสภาพไปเป็นสื่อของรัฐ ที่สยบต่ออำนาจทุนและอำนาจการเมือง ไม่ต่างจากบทเรียนของรัฐบาลเผด็จการในอดีตที่พยายามควบคุมกระบอกเสียงประชาชน และอีกคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมยามนี้คือ การชงกฎหมายดังกล่าวในช่วงนี้ ถือเป็นการลักหลับตอนวิกฤติน้ำท่วมหรือไม่ผู้เสนอควรชี้แจงให้ชัด เพราะเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดปัญหาอุทกภัยทั่วประเทศ ประชาชนและสื่อมวลชนต่างพุ่งความสนใจไปที่ภัยพิบัติ และการเอาชีวิตรอด การหยิบยกร่างกฎหมายที่มีความอ่อนไหวสูงต่อเสรีภาพสื่อขึ้นมาเปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงเวลานี้ มีเจตนาแฝงเร้นอะไรหรือไม่เหตุผลหนึ่งของการมี หรือตั้งไทยพีบีเอส หลายฝ่ายทราบดีว่าเพื่อสร้างพื้นที่สื่อปลอดภัยจากการแทรกแซงของรัฐ กลุ่มทุน หากรัฐแก้ไขหรือเปลี่ยนสภาพให้เป็นไปในทางตรงกันข้าม จะไม่ใช่หนทางที่ชาญฉลาด แต่เป็นแนวทางอันตรายนำไปสู่จุดจบทางความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง เหมือนดังที่ประวัติศาสตร์โลกได้เตือนไว้เสมอมา.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม