แม้สถานการณ์อุทกภัยภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพฯทยอยสู่ภาวะปกติ แต่หลายพื้นที่ใจจดจ่อต้นเดือน ต.ค.นี้ รอรับน้ำเขื่อน น้ำเหนือ น้ำล้น น้ำทะเลหนุน เสี่ยงทุกข์ซ้ำ “ภัยน้ำ” ความวัวหาย ความควายมาแทรก หันไปดูการบริหารจัดการของหน่วยงานต่างๆ รัฐบาล กรุงเทพมหานคร และจังหวัดที่ประสบเหตุ บกพร่องชัดเจน ตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม—ระหว่างน้ำท่วม ตอนนี้มีโอกาสแก้ตัวงาน “หลังน้ำท่วม” การฟื้นฟูบ้านเรือน ดูแลชีวิตผู้ได้รับผลกระทบ ไม่มีโอกาสทำพลาดขืนห่วยขั้นเทพอีก ก็ไม่รู้จะว่ายังไงกันแล้วและงานนี้ก็วัดฝีมือฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีทั้งหลาย “นิ่ง” ที่แอ็กชันแสดงบทบาทก็ต้องมีไลฟ์ถ่ายทอด มีถ่ายคลิปอัดวิดีโอไว้โชว์ ล้อตามสไตล์ชื่นชอบแบบ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและ รมว.มหาดไทย“ลูกเทพ” ก็ต้องตามรอยพ่อเทพ รำป้อให้เข้าเป้าการประเมินส่วน รมต.หลายรายเฝ้าโรงครัว ผัดข้าวกล่องแจกในบท “สังคมสงเคราะห์” เข้าที โชว์น้ำใจร่วมทุกข์กับชาวบ้านก็เข้าท่า แต่ระดับ รมต.คุมหน่วยงาน มีกำลังคน ทรัพยากร เครื่องไม้เครื่องมือ ทำได้มากกว่านี้สำหรับ รมต.ในพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆก็อย่าให้ขานชื่อ เท่าที่เห็นหลายรายกว่าจะโผล่ออกมาทำงานในหน้าที่รับผิดชอบ มหันตภัยน้ำก็ใกล้คลี่คลายแล้วฉะนั้นวันนี้ก็ไม่ต้องโยนใครผิดใครถูก ใครต้องรับผิดชอบ เพราะถึงแม้เป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ยากเกินควบคุม แต่เมื่อชาวบ้านเลือกมาบริหารจัดการ หวังพึ่งพาฝีมือ โดยเฉพาะในห้วงวิกฤติถ้าจะบกพร่องผิดพลาดก็ยกแผงทั้งรัฐบาลไล่ตั้งแต่ผู้นำหน่วยงาน ไม่ว่าจะ “นายกฯอนุทิน” หรือ “ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ไม่ต้องใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารไอโอ จ้างอินฟลูฯมาปั่นกระแส “โยนกลอง”เพราะเป็น “บาปกรรมร่วม” ที่กระทำร่วมกันนั่นแหละแล้วผลกระทบก็คงไม่ใช่เท่านี้ หน่วยงานประเมินยังคาดการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ไม่ครบ แต่คร่าวๆน้ำท่วมภาคกลาง ตะวันออก กทม. พื้นที่เศรษฐกิจ ที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม แม้จะไม่กระทบโดยตรงเท่าไหร่แต่ในทางอ้อม ทั้งเรื่องคน การเดินทาง ภาคการขนส่งก็อ่วมหนักและที่เสียหายสุด “อุตสาหกรรมการบิน การขนส่งทางอากาศ และการท่องเที่ยว” จากคิวบริหารจัดการของบริษัทการบินไทย แม้ไม่ใช่สถานะรัฐวิสาหกิจแล้วในวันนี้ แต่การบริหารห่วยแบบปล่อยกระเป๋าตกค้างเป็นพันๆใบ เที่ยวบินดีเลย์ล่าช้า เลื่อนไฟลท์ เลิกบิน ชะลอคาร์โก้ขนส่ง อ้างกำลังคนติดน้ำท่วมบริหารจัดการย่ำแย่แบบนี้ กระทบทั้งการท่องเที่ยว การเดินทาง และการส่งออกนำเข้าอย่างรุนแรงแม้การบินไทยเป็นภาคเอกชน แต่เมื่อบริหาร “สายการบินแห่งชาติ” ก็อยู่ในวิสัยที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและ รมว.คมนาคม จะมัวงัวเงียกึ่งหลับกึ่งตื่นไม่ได้ ต้องหาช่องลงดาบจัดการหาวิธีไม่ให้ก๊ก “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” งัดแก๊ง “กระสือกระหัง” วางยาล่อกันเอง ทำประเทศกระทบไปด้วยนอกจากนี้ ที่ผู้นำต้องระวัง ภาวะ “น้ำลด ตอผุด” พวกขยะเปียกหลังน้ำท่วม จ้องโกยบนซากปรักหักพังทั้งการตั้งงบฯ ซุกโครงการปรับระบบพยากรณ์อากาศระดับนาซาของกระทรวงดีอี การจัดซื้อจัดจ้างระบบป้องกันระบายน้ำ พยากรณ์สภาพอากาศของ กทม. วนเวียนในก๊วน “เครือข่ายหมอผี” กระแสข่าวยกเลิกแผนพื้นที่แก้มลิงรับน้ำของ กทม.ส่อเอื้อบริษัทอสังหาฯ เข้าแง่งประโยชน์ทับซ้อนกับเครือข่ายธุรกิจรวมทั้งข่าวไฟเขียวโครงการระบายน้ำ 1.6 แสนล้านบาท เงินก้อนโตที่ “นายกฯอนุทิน” ต้องระวังโดยเฉพาะเครือข่ายใกล้ชิดคนในรัฐบาลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพวกพ้องที่มีเครือญาติ ครอบครัว เจ้าใดที่มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง พลังงาน ไอที ดาต้าเซ็นเตอร์ ถ้าจะเข้าร่วมประมูล จะได้งานก็ต้องกำชับต้องเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนถูกต้อง และโปร่งใสเป็นเรื่องที่ “อนุทิน” ก็รู้บทเรียนดี และคงมีสำนึก ระวังกับปม “ทับซ้อน” ไม่ให้เป็นปัญหา “ซ้อนทับ”ทำให้เสี่ยงไม่ได้ “ไปต่อ” เรื่องอำนาจบริหารและกระทบบำเหน็จรางวัล ที่หวัง “คว้าดาว” ในอนาคต.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม